Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2508 (เลขอ้างอิง 90042)

พ.ศ. 2508 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การบรรยายฟ้องว่า จำเลยเบิกความเท็จต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรีนั้น ไม่ใช่ข้อกล่าวหาว่าจำเลยแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงาน และแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามมาตรา 137,267 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 180 แต่ให้ลงโทษกระทงหนักสำนวนละ 2 ปี มิได้กำหนดโทษตามมาตรา 180 ไว้เท่าใด โดยเฉพาะกระทงความผิดตามมาตรา 180 นี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน มิได้แก้บทและลงโทษจำคุกเพียง 1 ปี เป็นการแก้ไขเล็กน้อยจำเลยจะฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงเฉพาะกระทงความผิดตามมาตรา 180 นี้ไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองสมคบกันปลอมสัญญากู้และจำเลยทั้งสองได้ใช้กลฉ้อฉลทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามสัญญากู้ด้วยการสมคบกัน เช่นนี้ เห็นได้ชัดว่า ได้ฟ้องกล่าวหาถึงจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 180 ด้วย และเมื่อศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาว่า จำเลยได้ร่วมกระทำในการนำสัญญากู้ซึ่งเป็นเอกสารเท็จมาแสดงเป็นพยานหลักฐานในคดี ฉะนั้น ใครจะเป็นผู้นำสัญญากู้มายื่นจึงไม่ใช่ข้อสำคัญที่จำเลยจะอ้างขึ้นเป็นข้อแก้ตัวให้พ้นผิดตามมาตรา 180 ได้.

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้ศาลพิจารณาพิพากษารวมกัน สำนวนที่ ๑

โจทก์ฟ้องว่านายฉอยจำเลยที่ ๑ กับนายจุ่นย้ง จำเลยที่ ๒ สมคบกันทำปลอมเอกสารสัญญากู้อันเป็นเอกสารสิทธิขึ้นหนึ่งฉบับมีใจความว่า นายฉอยจำเลยได้กู้เงินไปจากนายจุ่นย้งจำเลย ๑๒๐,๐๐๐ บาท โดยเจตนาทุจริตเพื่อให้เป็นเอกสารที่แท้จริง อาจเกิดการเสียหายแก่โจทก์และผู้อื่น จำเลยได้สมคบกันนำเอกสารสัญญากู้ฉบับนี้มายื่นฟ้องและใช้ ณ ศาลจังหวัดกาญจนบุรีในสำนวนคดีแพ่งคำที่ ๖๕/๒๕๐๓ และจำเลยทั้งสองได้ใช้กลฉ้อฉลทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเพื่อจะได้ไปขอเฉลี่ยหนี้ในคดีแพ่งแดงที่ ๑๕๒๙/๐๓ ของศาลแพ่ง ระหว่างนางก้อนทอง สว่างวงศ์ โจทก์ นายฉอย แซ่ล้อ กับพวก จำเลย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลจังหวัดกาญจนบุรีพิพากษาตามยอม และจำเลยที่ ๒ ได้นำสำเนาคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวไปร้องขอเฉลี่ยหนี้ในคดีศาลแพ่งแดงที่ ๑๕๒๙/๒๕๐๓ ของศาลแพ่งแล้วแต่เนื่องจากโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยที่ ๒ จึงสมคบกันกับจำเลยที่ ๑ นำเอกสารสิทธิสัญญากู้มายื่นคำขอรับชำระหนี้จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เป็นเงิน ๑๙๒,๐๐๐ บาท ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้สาบานเบิกความต่อศาลนี้(ศาลจังหวัดกาญจนบุรี)ว่า "ฯลฯ พ.ศ.๒๔๙๙ เงินที่กู้นายจุ่นย้งมาหนึ่งแสนสองหมื่นบาทขาดทุนคงเหลือเงินสามสี่หมื่นบาท ฯลฯ" และจำเลยที่ ๒ ได้ให้การต่อนายวิมล ราชเทวินทร์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ศาลจังหวัดกาญจนบุรีให้จดข้อความอันเป็นเท็จว่า "ฯลฯ

เงินที่ติดค้างข้าฯ นั้นคือเงินที่ยืมจากข้าฯ เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๔๙๙ ยืมจากข้าฯ ไปเป็นเงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท ฯลฯ นายฉอยได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้วในวันทำสัญญา ฯลฯ ข้าฯ ขอยืนยันว่าหนี้สินของข้า ฯ ที่ยื่นไว้เป็นความจริง ฯลฯ" และจำเลยที่ ๒ ได้แสดงสัญญากู้เงินอันเป็นเท็จต่อนายวิมล ราชเทวินทร์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ศาลจังหวัดกาญจนบุรี ผู้สอบสวนพิจารณาคดีล้มละลายด้วย ความจริงจำเลยที่ ๑ ไม่เคยกู้เงินจากจำเลยที่ ๒ ตามวันและจำนวนเงินที่ปรากฏในสัญญากู้เงินฉบับนั้นเลย การกระทำของจำเลยทั้งสองสมยอมกันเพื่อโกงเจ้าหนี้โดยเจตนาทุจริต ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๓๗,๑๘๐,๒๖๔,๒๖๕,๒๖๗,๒๖๘,๘๓,๙๐ และ ๙๑ สำนวนที่ ๒ โจทก์ฟ้องนายฉอยจำเลยที่ ๑ กับนายเล็กจำเลยที่ ๒ โดยกล่าวฟ้องทำนองเดียวกับฟ้องในสำนวนที่ ๑ แตกต่างกันเฉพาะจำเลยที่ ๒ ร่วมการกระทำผิดกับจำเลยที่ ๑ วันเวลาที่กระทำผิดและข้อความที่จำเลยที่ ๑ เบิกความต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรี นายฉอย จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน ส่วนายจุ่นย้งกับนายเล็กจำเลยที่ ๒ ทั้ง ๒ สำนวน โจทก์ขอถอนฟ้อง

ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีแล้ว ศาลชั้นต้นฟังว่านายฉอยจำเลยได้ทำผิดจริงดังฟ้อง พิพากษาว่านายฉอยจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๓๗,๑๘๐,๒๖๔,๒๖๕,๒๖๗,๒๖๘ ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิซึ่งเป็นกระทงหนักตามมาตรา ๒๖๕ แต่กระทงเดียว จำคุกนายฉอยจำเลยสำนวนละ ๒ ปี รวม ๔ ปี นายฉอยจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า นายฉอยจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๘๐ วรรคแรกทั้งสองสำนวน ต่างกรรมกันและโทษเท่ากัน อาศัยประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑ ให้จำคุกนายฉอยจำเลย หนึ่งปี ส่วนความผิดมาตรา ๑๓๗,๒๖๔,๒๖๕ และ ๒๖๘ ให้ยก โจทก์และนายฉอยจำเลยฎีกา ศาลฎีกาปรึกษาแล้ว ฎีกาโจทก์ที่อ้างว่าศาลจังหวัดกาญจนบุรี เป็นเจ้าพนักงาน ขอให้ลงโทษตามมาตรา ๑๓๗,๒๖๗ ด้วยนั้น เห็นว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่านายฉอยจำเลยเบิกความเท็จต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรี ไม่ใช่ข้อกล่าวหาว่านายฉอยจำเลยแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงาน และแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๓๗ และมาตรา ๒๖๗ จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าศาลจังหวัดกาญจนบุรีเป็นเจ้าพนักงานหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า

โจทก์มิได้กล่าวหานายฉอย นายฉอยจำเลยไม่มีความผิดตามสองมาตรานี้ชอบแล้ว ตามฎีกาจำเลยที่ว่าจำเลยแสดงพยานหลักฐานสำคัญอันเป็นเท็จในคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๘๐ นั้น แม้ศาลชั้นต้นจะได้พิพากษาว่านายฉอยมีความผิดตามมาตรา ๑๘๐ แต่ให้ลงโทษกระทงหนัก สำนวนละ ๒ ปี โดยมิให้กำหนดโทษตามมาตรา ๑๘๐ ไว้เท่าใดก็ตามโดยเฉพาะกระทงความผิดตามมาตรา ๑๘๐ นี้

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโดยมิได้แก้บทให้ลงโทษจำคุกนายฉอยจำเลยเพียงหนึ่งปีเท่านั้น เป็ฯการแก้ไขเล็กน้อย นายฉอยจำเลยจะฎีกาคัดค้านปัญหาข้อเท็จจริงเฉพาะในกระทงความผิดตามมาตรา ๑๘๐ นี้ไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๑๘ ตามที่นายฉอยจำเลยฎีกาอ้างว่าโจทก์บรรยายฟ้องมิได้กล่าวหาเอาผิดแก่นายฉอยจำเลยตามมาตรา ๑๘๐ นี้ ได้พิเคราะห์ฟ้องโจทก์แล้ว โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองสมคบกันปลอมสัญญากู้ดังกล่าว และจำเลยทั้งสองได้ใช้กลฉ้อฉลทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามสัญญากู้ด้วยการสมคบกันเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าได้ฟ้องกล่าวหาถึงนายฉอยจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๘๐ นี้ด้วย ตามที่นายฉอยจำเลยโต้แย้งว่าไม่ได้เป็นผู้นำสัญญากู้แสดงต่อศาล จึงไม่มีความผิดตามมาตรา ๑๘๐ นั้น

ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาว่านายฉอยจำเลยได้ร่วมกระทำในการนำสัญญากู้ซึ่งเป็นเอกสารเท็จมาแสดงเป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดี ฉะนั้นใครจะเป็นผู้นำสัญญากู้มายื่นจึงไม่ใช่ข้อสำคัญที่นายฉอยจำเลยจะอ้างขึ้นเป็นข้อแก้ตัวให้พ้นผิดตามมาตรานี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษนายฉอยจำเลยตามมาตรานี้จึงไม่นอกฟ้องนอกคำขอ

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สวัสดิ์ พานิชอัตรา · วิชัยนิตินาท · พร สุขารมณ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายชุมพล จันทราทิพย์
ศาลอุทธรณ์ - นายสุธรรม วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้