Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 899/2525

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญามีข้อความว่า ถ้าผู้ขายไม่นำสิ่งของมาส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อให้เป็นการถูกต้องภายในกำหนดตามสัญญา ผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อปรับเป็นจำนวนเงินร้อยละห้าของราคาของที่ยังไม่ได้ส่งถ้าผู้ขายผิดสัญญาและได้มีการบอกเลิกสัญญาผู้ขายยินยอมให้ผู้ซื้อปรับอีกเป็นเงินร้อยละห้าของราคาสิ่งของทั้งหมดในสัญญา หรือตามราคาสิ่งของที่ยังขาดส่งอยู่ดังนี้ โจทก์ผู้ซื้อจะมีสิทธิเรียกค่าปรับจากจำเลยผู้ขายอีกร้อยละห้าของราคาทั้งหมดได้ต่อเมื่อจำเลยผิดสัญญาและมีการเลิกสัญญากันเท่านั้น แต่เมื่อโจทก์มิได้บอกเลิกสัญญาและยังรับของที่จำเลยขายไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับเพิ่มในอัตราร้อยละห้าจากราคาของทั้งหมดอีกคงมีสิทธิเรียกได้เพียงร้อยละห้าจากราคาของที่ยังค้างส่ง และต้องคิดเฉพาะชิ้นส่วนที่ยังค้างส่งเท่านั้น ไม่ใช่คิดเป็นชุด เพราะตามสัญญาไม่ได้ระบุ ว่าถ้าเครื่องโทรพิมพ์ชุดใดขาดส่งเพียงบางชิ้นส่วนให้ถือว่าขาดส่งทั้งชุด

คำฟ้องและคำให้การ

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ทางพิจารณาโจทก์จำเลยนำสืบฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทยพ.ศ. 2519 ได้รับโอนสิทธิ หนี้สิน พนักงาน ลูกจ้าง จากกรมไปรษณีย์โทรเลขเมื่อ พ.ศ. 2518 กรมไปรษณีย์โทรเลขตกลงซื้อเครื่องโทรพิมพ์จากจำเลยที่ 1 จำนวน 20 ชุด ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 กำหนดส่งมอบของภายในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2519 มีจำเลยที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.3 จำเลยที่ 1 ได้จัดส่งเครื่องโทรพิมพ์ทั้งยี่สิบชุดให้กรมไปรษณีย์โทรเลขเมื่อวันที่ 6 และ 27 กันยายน 2519 ตามใบส่งของและใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.5 จ.6 และ จ.7 คณะกรรมการตรวจรับของซึ่งกรมไปรษณีย์โทรเลขได้ตั้งขึ้นได้ทำการตรวจรับของเมื่อวันที่ 1 ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2519 ปรากฏว่าเครื่องโทรพิมพ์ทั้งยี่สิบชุดใช้การไม่ได้

คณะกรรมการจึงรายงานให้อธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลขทราบตามเอกสารหมาย จ.8 หัวหน้ากองทรัพย์สินและพัสดุได้มีหนังสือให้จำเลยที่ 1 แก้ไขข้อบกพร่อง จำเลยที่ 1 ก็ได้จัดการแก้ไขข้อบกพร่องจนเครื่องโทรพิมพ์ใช้การได้แล้ว คณะกรรมการจึงได้รับไว้และรายงานให้อธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลขทราบตามเอกสารหมาย จ.12 แล้วหัวหน้ากองทรัพย์สินและพัสดุได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 แจ้งราคาของที่ขาดเพื่อประโยชน์ในการคำนวณค่าปรับ เพราะจำเลยที่ 1 ส่งของเกินกำหนดตามสัญญา จำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์ทราบราคาตามเอกสารหมาย จ. 13 เจ้าหน้าที่ของกรมไปรษณีย์โทรเลขได้คำนวณค่าปรับร้อยละ 5 ของราคาของที่ไม่ได้ส่งตามกำหนดเป็นรายวันเป็นเงิน 130 บาท 50 สตางค์ และเสนออธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข

ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.14 และได้มีการปรับจำเลยที่ 1 ตามที่เสนอ หลังจากนั้นกรมไปรษณีย์โทรเลขก็จ่ายเงินค่าเครื่องโทรพิมพ์ให้จำเลยที่ 1 โดยหักค่าปรับไว้ จำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งอย่างใด ต่อมาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีหนังสือเอกสารหมาย จ.16 ถึงโจทก์ ให้โจทก์เรียกเงินค่าปรับจากจำเลยที่ 1 เพิ่ม โดยอ้างว่าตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2 กรมไปรษณีย์โทรเลขกับจำเลยที่ 1 มีเจตนาทำสัญญาขายเครื่องโทรพิมพ์เป็นชุด ถ้าขาดส่วนประกอบส่วนหนึ่งส่วนใดไปแล้ว เครื่องโทรพิมพ์ก็ไม่สามารถนำไปให้เช่าตามวัตถุประสงค์ที่จัดซื้อได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ส่งมอบเครื่องแปลงแรงเคลื่อนไฟฟ้าเกินกำหนด 3 วัน แม้จะส่งเครื่องโทรพิมพ์ทันภายในกำหนดเวลาก็ตาม แต่กรมไปรษณีย์โทรเลขก็ไม่สามารถนำเครื่องโทรพิมพ์ไปให้เช่าได้

ทำให้ขาดผลประโยชน์ที่ควรรับไป จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาส่งเครื่องโทรพิมพ์ทั้งชุดตามสัญญาข้อ 4 กรมไปรษณีย์โทรเลขมีสิทธิตามที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 9 โจทก์คิดปรับเต็มตามราคาของเครื่องโทรพิมพ์จำนวน 20 ชุด เป็นเงินค่าปรับ 18,260 บาท แต่กรมไปรษณีย์โทรเลขปรับจำเลยที่ 1 เพียง 60 บาท จึงต้องเรียกค่าปรับเพิ่ม 18,200 บาท ส่วนเครื่องโทรพิมพ์ชนิดเอ็ม 28 เอ.เอส.อาร์. จำนวน 9 เครื่อง และเครื่องชนิด เอ็ม 28 อาร์.ไอ. จำนวน 1 เครื่อง คณะกรรมการตรวจรับของได้ยืนยันว่า เครื่องโทรพิมพ์ที่บกพร่องนี้จะนำไปใช้งานไม่ได้จนกว่าจะได้แก้ไขข้อบกพร่องให้เรียบร้อยก่อน ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้แก้ไขข้อบกพร่องเสร็จเรียบร้อยและส่งมอบให้กรมไปรษณีย์โทรเลขได้เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2519 เกินกำหนดเวลาตามสัญญาข้อ 4 ไป 22 วัน ซึ่งถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา

กรมไปรษณีย์โทรเลขมีสิทธิเรียกเงินค่าปรับตามสัญญาข้อ 9 ได้เพียงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2519 จึงมีเครื่องโทรพิมพ์ที่ผู้ขายส่งมอบและอยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้งานได้ 11 ชุด ใช้งานไม่ได้ 9 ชุด ซึ่งจะต้องเรียกค่าปรับจากจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2519 ถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2519 รวม 14 วัน เป็นเงินค่าปรับ 52,041 บาท แต่กรมไปรษณีย์โทรเลขยังมิได้เรียกเงินค่าปรับในกรณีนี้จากผู้ขาย รวมเงินค่าปรับที่จำเลยที่ 1 จะต้องเสียให้กรมไปรษณีย์โทรเลขเพิ่มอีก 70,241 บาท คดีจึงมีปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าปรับเพิ่มตามที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินแจ้งมายังโจทก์หรือไม่ ปรากฏตามสัญญาซื้อขายเครื่องโทรพิมพ์เอกสารหมาย จ.2 ที่กรมไปรษณีย์โทรเลขทำไว้กับจำเลยที่ 1 ข้อ 9 มีข้อความว่า

"ถ้าผู้ขายไม่นำสิ่งของมาส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อให้เป็นการถูกต้องภายในกำหนดตามสัญญาข้อ 4 ผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อปรับเป็นจำนวนเงินร้อยละห้าของราคาของที่ยังไม่ได้ส่งโดยคิดเป็นรายเดือน จนกว่าผู้ขายจะได้นำสิ่งของนั้น ๆ มาส่งให้แก่ผู้ซื้อจนครบถ้วนและถูกต้องตามสัญญานอกจากผู้ขายจะต้องถูกริบเงินประกันสัญญาและค่าปรับตามสัญญานี้แล้ว ถ้าปรากฏว่าผู้ขายผิดสัญญาไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ และได้มีการยกเลิกสัญญา ผู้ขายยินยอมให้ผู้ซื้อปรับอีกเป็นเงินร้อยละห้าของราคาสิ่งของทั้งหมดในสัญญาหรือตามราคาสิ่งของที่ยังขาดส่งอยู่ โดยคิดเป็นรายเดือนนับตั้งแต่วันครบกำหนดสัญญาจนถึงวันบอกเลิกสัญญา"

ศาลฎีกาเห็นว่า ตามสัญญาข้อ 9 นี้ กรมไปรษณีย์โทรเลขจะมีสิทธิเรียกค่าปรับจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละห้าของราคาทั้งหมดได้ต่อเมื่อผู้ขายผิดสัญญาและมีการเลิกสัญญากันเท่านั้น แต่คดีนี้โจท์มิได้บอกเลิกสัญญาและยังรับของที่จำเลยขายไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับในอัตราร้อยละห้าจากราคาของทั้งหมด คงมีสิทธิเรียกได้เพียงร้อยละห้าจากราคาของที่ยังค้างส่ง และต้องคิดเฉพาะชิ้นส่วนที่ยังค้างส่งเท่านั้น ไม่ใช่คิดเป็นชุดอย่างที่โจทก์กล่าวอ้างเพราะตามสัญญาข้อนี้ไม่ได้ระบุว่าถ้าเครื่องโทรพิมพ์ชุดใดขาดส่งเพียงบางชิ้นส่วน ให้ถือว่าขาดส่งทั้งชุด"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บรรเทอง ภู่กฤษณา · ชลูตม์ สวัสดิทัต · สุรัช รัตนอุดม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้