Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8967/2561

พ.ศ. 2561 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การกระทำความผิดตาม ป.รัษฎากร มาตรา 37 ต้องมีเจตนาตาม ป.อ. มาตรา 59 ด้วย โดยจำเลยทั้งสองต้องมีเจตนาร่วมกันหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรนั้น และต้องร่วมกระทำโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบายหรือโดยวิธีการอื่นทำนองเดียวกัน ซึ่งการหลีกเลี่ยงภาษีอากรที่ต้องเสียตามลักษณะนี้ ต้องเป็นการหลีกเลี่ยงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (Tax Evasion) มิใช่เป็นการที่ผู้เสียภาษีใช้วิธีไม่ผิดกฎหมายทำให้เสียภาษีอากรน้อยลงหรือไม่ต้องเสียภาษี โดยใช้ความคลุมเครือของกฎหมายหรือใช้ช่องโหว่ของกฎหมายหรือความบกพร่องของกฎหมาย อันเป็นเพียงการหลบหลีกภาษี (Tax Avoidance) ซึ่งยังไม่เป็นความผิดตามมาตรา 37 การไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินมิได้หมายความว่าจะถือเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 37 เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ แม้จำนวนภาษีดังกล่าวจะยุติตามการประเมินก็ฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 1 กระทำการหลบหลีกภาษีอากรที่ยอมรับไม่ได้ (Unacceptable Tax Avoidance) หรือเป็นการหลบหลีกภาษีอากรที่ไม่บริสุทธิ์ (Abusive Tax Avoidance) ซึ่งมีโทษเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอันเป็นโทษทางแพ่งเท่านั้น

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 37

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 2 เคยเป็นพนักงานส่งเอกสารของบริษัทยูเนียนแก๊ส แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด ต่อมาจำเลยที่ 2 เข้าเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 โดยได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 2,000 บาท ถึง 3,000 บาท ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 ฉบับพิพาท ต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาบางน้ำเปรี้ยว แสดงกำไรสุทธิ 2,487,038.51 บาท ซึ่งต้องเสียภาษี 521,759.63 บาท ต่อมาสำนักตรวจสอบภาษีกลางตรวจสอบการเสียภาษีของกลุ่มโรงบรรจุแก๊สที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัทปิกนิก

คอปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) พบว่าจำเลยที่ 1 ซื้อน้ำแก๊สจากบริษัทปิกนิก คอปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) ในราคาลิตรละ 15.96 บาท ซึ่งสูงไปกว่าที่ลูกค้ารายอื่นซื้อจากบริษัทดังกล่าวในราคาเพียงลิตรละ 13.69 บาท ทั้งจำเลยที่ 1 ให้บริษัทในเครือกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย และจำเลยที่ 1 ยังมีรายจ่ายซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ เมื่อปรับปรุงการคำนวณภาษีใหม่แล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีกำไรสุทธิ จำนวน 31,035,436.09 บาท ซึ่งต้องเสียภาษี 9,060,630.83 บาท จำเลยที่ 1 เสียภาษีต่ำไป จำนวน 8,538,871.20 บาท เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินให้จำเลยทั้งสองชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงิน 23,097,646 บาท จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์การประเมินจำนวนภาษีจึงยุติตามการประเมิน แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระภาษีดังกล่าว หลังจากนั้นมีการกล่าวหาจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว มาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า ผู้ใด (1) โดยรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะนี้ หรือ (2) โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะนี้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท ซึ่งการกระทำความผิดตามมาตรานี้ ต้องมีเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 ด้วย โดยจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ต้องมีเจตนาร่วมกันหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรนั้น และต้องร่วมกันกระทำโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นทำนองเดียวกัน ซึ่งการหลีกเลี่ยงภาษีอากรที่ต้องเสียตามลักษณะนี้

ต้องเป็นการหลีกเลี่ยงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (Tax Evasion) มิใช่เป็นการที่ผู้เสียภาษีใช้วิธีไม่ผิดกฎหมายทำให้เสียภาษีอากรน้อยลงหรือไม่ต้องเสียภาษี โดยใช้ความคลุมเครือของกฎหมายหรือใช้ช่องโหว่ของกฎหมายหรือความบกพร่องของกฎหมาย อันเป็นเพียงการหลบหลีกภาษี (Tax Avoidance) ซึ่งยังไม่เป็นความผิดตามมาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร แต่ต้องเสียภาษีเพิ่มรวมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมายอันเป็นบทลงโทษทางแพ่ง หากเข้าองค์ประกอบความผิดทางอาญาจึงต้องรับโทษทางอาญาด้วย โจทก์มีนางสาววราพร นิติกรสำนักสืบสวนและคดี กรมสรรพากร ผู้รับมอบอำนาจจากกรมสรรพากรซึ่งแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีจำเลยทั้งสองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50)

สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท สำนักงานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ตรวจพบว่า บริษัทปิกนิก คอปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีพฤติการณ์ลงบัญชีไม่ถูกต้อง และปั่นราคาหุ้น จึงให้ผู้สอบบัญชีตรวจบัญชีพิเศษที่บริษัทนี้ทำธุรกิจกับกลุ่มโรงงานบรรจุแก๊สที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน หรือมีพฤติกรรมขายน้ำแก๊สราคาสูงกว่าขายให้แก่ลูกค้าทั่วไปรวม 18 ราย ซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 1 ด้วย ผลการตรวจสอบพบความผิดปกติประการแรกว่าจำเลยที่ 1 ซื้อน้ำแก๊สจากบริษัทปิกนิก คอปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) ราคาลิตรละ 15.96 บาท ซึ่งสูงกว่าลูกค้ารายอื่นซื้อ โดยซื้อเพียงราคาลิตรละ 13.69 บาท

ประการที่สองจำเลยที่ 1 ให้บริษัทในเครือกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย และประการที่สาม จำเลยที่ 1 มีรายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 แสดงกำไรสุทธิต่ำไปและชำระภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง 8,538,871.20 บาท เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันโดยรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจแจ้งข้อความเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรและโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรนั้น โจทก์มีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้นให้ได้สมฟ้อง เมื่อทางนำสืบของโจทก์ฟังได้ว่าเหตุที่จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทโดยคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิไม่ถูกต้องและเสียภาษีต่ำไป

นั้น เป็นผลสืบเนื่องจากเหตุสามประการข้างต้น ประการแรก จำเลยที่ 1 ให้บริษัทในเครือกู้ยืมเงิน 300,000 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ย ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยนั้นตามราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืม ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร และได้ประเมินดอกเบี้ย จำนวน 466.97 บาท ให้โจทก์คำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษี ประการที่สอง จำเลยที่ 1 มีรายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อน้ำแก๊สในส่วนที่เกินปกติ 27,652,913.06 บาท โดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นรายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อในส่วนที่เกินกว่าปกตินั้น เจ้าพนักงานประเมินก็มีอำนาจถือว่าเป็นรายจ่าย ต้องห้ามในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (15) และประการที่สาม จำเลยที่ 1 มีรายจ่ายการขายและบริหาร แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับ 895,017.55 บาท

การที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับโดยไม่อาจหาตัวผู้รับเงินมาพบเจ้าพนักงานประเมิน จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธินำเงินดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิ โดยเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (18) นางสาววราพรเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ซื้อน้ำแก๊สในราคาที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง ทำให้ต้นทุนในการซื้อสูงเกินไป แต่ทางนำสืบโจทก์ไม่ปรากฏว่าราคาดังกล่าวไม่ใช่ราคาซื้อขายที่แท้จริงระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ขาย อันเป็นเท็จหรือจำเลยที่ 1 จำหน่ายแก๊สไปในราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควรเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี นอกจากนี้โจทก์นำสืบแต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 ให้บริษัทในเครือกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ปกปิดหรือแสดงหลักฐานเท็จในการกู้ยืม

ส่วนรายจ่ายที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับก็เป็นเรื่องการพิสูจน์พยานหลักฐาน หากเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับ อันเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) ก็สามารถประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อไปได้ ซึ่งประมวลรัษฎากรมีบทบัญญัติให้ผู้รับการประเมินมีสิทธิโต้แย้งอุทธรณ์การประเมินดังกล่าวตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไปโดยมิได้หมายความว่าการไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินจะถือเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นทำนองเดียวกัน

หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรหรือหนีภาษีซึ่งมีโทษทางอาญาอันเป็นความผิดตามฟ้อง แม้จำนวนภาษีดังกล่าวยุติตามการประเมินก็ฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 1 กระทำการหลบหลีกภาษีอากรที่ยอมรับไม่ได้ (Unacceptable Tax Avoidance) หรือเป็นการหลบหลีกภาษีอากรที่ไม่บริสุทธิ์ (Abusive Tax Avoidance) ซึ่งมีโทษเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอันเป็นโทษทางแพ่งเท่านั้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์ · อธิป จิตต์สำเริง · เสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นางสาวลักขณา งานประเสริฐกิจ
ศาลอุทธรณ์ - นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.585/2561
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ3477/2557
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ259/2559
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1496/2531

โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำความผิดของจำเลยต่างกรรมต่างวาระ รวม 63 กรรม จำเลยรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย เพียง 62 กรรม โดยไม่ปรากฏว่าได้ยกฟ้องจึงไม่ถูกต้องแม้อุทธรณ์ โจทก์จะมิได้ระบุมาว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2573/2522

ประมวลรัษฎากร มาตรา 37 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2502 มาตรา 14 หาได้บัญญัติว่า ผู้ที่จะมีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่มีกา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 771/2520

บริษัท ค. เป็นบริษัทในต่างประเทศได้ร่วมกันอีกบริษัทหนึ่งทำสัญญารับเหมาก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันกับกระทรวงกลาโหม โจทก์เป็นผู้ลงนามในสัญญากับกระทรวงกลาโหมแทนบริษัท ค. บริษัท ค. ได้มอบให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1115/2519

ผู้ใดแจ้งข้อความไม่ตรงต่อความจริง โดยผู้นั้นรู้อยู่แล้วว่า ข้อความที่แจ้งนั้นเป็นเท็จทั้งนี้ เพื่อประสงค์จะหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร คือภาษีอากรฝ่ายสรรพากร ย่อมมีความผิดตา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 843/2519

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยไม่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีการค้า (ภ.ด.(พ) 4) ทำให้ภาษีการค้าขาดไป ไม่ใช่กรณียื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีการค้าแล้วยื่นไม่ครบแต่ประการใด แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ศาลลงโทษจำเลยในกรณี…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้