Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8912/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1) ประกอบ มาตรา 30 การที่ศาลจะออกข้อกำหนดใดๆ ตามมาตรา 30 ได้จะต้องเป็นกรณีใดกรณีหนึ่งใน 2 ประการ คือ ออกข้อกำหนดใดๆ แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือแก่บุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาลตามที่เห็นจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในศาลเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็วประการหนึ่ง และออกข้อกำหนดใดๆ โดยสั่งห้ามคู่ความมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญหรือในทางประวิงให้ชักช้าหรือในทางฟุ่มเฟือยเกินสมควรประการที่สอง ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีกรณีที่เห็นจำเป็นเพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาลหรือมีการดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญหรือในทางประวิงให้ชักช้าหรือในทางฟุ่มเฟือยเกินสมควรทั้งสองประการตามบทบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วนที่ศาลชั้นต้นออกข้อกำหนดตามมาตรา 36 (2) ตามภาพถ่ายรายงานกระบวนพิจารณาเอกสารหมาย ผ.1 นั้นก็ไม่ใช่การออกข้อกำหนดตามมาตรา 30 ดังนี้ แม้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จะนำเทปวีดีทัศน์และเทปบันทึกเสียงที่คัดลอกสำเนาจากเทปวีดีทัศน์และเทปบันทึกเสียงหมาย ร.35 และ ร.36 ไปให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เปิดเผยหรือไม่ ก็ไม่ทำให้การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 30 ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย อนึ่ง ปัญหาที่ว่าการฝ่าฝืนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ออกข้อกำหนดตามมาตรา 36 (2) จะเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลหรือไม่นั้น ศาลล่างทั้งสองมิได้วินิจฉัย จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยแต่อย่างใด

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากผู้กล่าวหากล่าวหาว่า ระหว่างการพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ 11 087/2542 ระหว่างนางอัมพาพันธ์ ที่ 1 และพลโทสมโภชน์ ที่ 2 ผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก (มีพินัยกรรม) ของพลเอกสุนทร ผู้ตาย กับพันโทอภิรัชต์ ที่ 1 พันเอกหญิงคุณหญิงอรชร ที่ 2 และพันตรีณัฐพร ที่ 3 ผู้คัดค้าน ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2544 ในการดำเนินกระบวนพิจารณาในนัดไต่สวนพยานปากที่สองของผู้ร้องในคดีร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกนั้น ผู้ร้องทั้งสอง ทนายผู้ร้องทั้งสอง ผู้คัดค้านที่ 3 ทนายผู้คัดค้านที่ 1 ทนายผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 มาศาล ทนายผู้ร้องทั้งสองนำตัวผู้ร้องที่ 2 เข้าเบิกความเป็นพยานแต่ยังไม่จบคำถามของทนายผู้ร้องทั้งสอง

ทนายผู้ร้องทั้งสองแถลงขอเปิดเทปวีดีทัศน์และเทปบันทึกเสียงซึ่งมีอย่างละ 1 ม้วน พยานอันดับ 6 และ 7 ตามบัญชีพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ของผู้ร้องทั้งสองฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 ซึ่งผู้ร้องทั้งสองอ้างว่าเทปวีดีทัศน์ดังกล่าวเป็นเทปที่ทำการถ่ายทำขณะที่พลเอกสุนทร และพยานในพินัยกรรมร่วมกันทำพินัยกรรมของพลเอกสุนทร และเทปบันทึกเสียงดังกล่าวเป็นเทปบันทึกเสียงของพลเอกสุนทร ที่เจตนากล่าวถึงความรู้สึกและความเห็นเกี่ยวกับพันเอกหญิงคุณหญิงอรชร และอื่น ๆ ตามลำดับ โดยเทปทั้งสองม้วนดังกล่าวศาลได้มีคำสั่งให้จ่าศาลโดยรองจ่าศาลพร้อมคู่ความไปนำเอามาจากตู้นิรภัยที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาเอกมัย ซึ่งมีอยู่อย่างละ 1 ม้วน และรองจ่าศาลคือนางวัลยา ไปดำเนินการนำมาแยกเก็บไว้เพื่อนำมาใช้ในการพิจารณาคดีแล้ว ทนายผู้คัดค้านทั้งสามได้แถลงด้วยวาจาคัดค้านการเปิดดูและฟังเทปทั้งสองม้วนดังกล่าว ศาลคือนายกมล ได้มีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2544 ในคดีร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เทปวีดีทัศน์และเทปบันทึกเสียงดังกล่าวเป็นเพียงวัตถุพยาน หากพยานรู้เห็นย่อมสามารถที่จะเบิกความยืนยันได้ว่าเป็นจริงและพยานเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ เพื่อให้พยานเบิกความเสร็จสิ้นไปเสียในคราวเดียว จึงให้ดำเนินการตามที่ผู้ร้องประสงค์ แต่อย่างไรก็ตาม คดีนี้มีความเกี่ยวข้องกับผู้ตายซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่สนใจของประชาชน ผู้เข้าฟังการพิจารณาบางคนเป็นสื่อมวลชน ซึ่งอาจนำเสนอข้อเท็จจริงในคดีต่อสาธารณชน หากข้อความในเทปวีดีทัศน์และเทปบันทึกเสียงบางส่วนที่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวโดยเฉพาะถูกเผยแพร่ต่อไป อาจจะกระทบถึงชื่อเสียงของผู้ตายและคู่ความในคดี ประการสำคัญอาจทำให้พยานผู้ร้องซึ่งต้องเบิกความภายหลังมีโอกาสได้รู้เห็นรายละเอียดในเทปวีดีทัศน์และเทปบันทึกเสียง

ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่คู่ความได้ ดังนั้น อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 36 (2) จึงสมควรให้พยานผู้ร้องทั้งสองดูและฟังเทปวีดีทัศน์และเทปบันทึกเสียงเป็นการลับ เพื่อมิให้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในวีดีทัศน์และเทปบันทึกเสียงดังกล่าวถูกเผยแพร่โฆษณาในระหว่างการพิจารณา" โดยศาลให้นัดพร้อมคู่ความเพื่อเปิดเทปทั้งสองม้วนดังกล่าวในวันที่ 22 พฤษภาคม 2544 เวลา 10 นาฬิกา โดยให้ผู้ร้องจัดหาเครื่องอุปกรณ์ในการเปิดเทปทั้งสองม้วน พร้อมทั้งให้ผู้ร้องทั้งสองจัดทำรายละเอียดเนื้อหาใจความจากเทปบันทึกลงในเอกสารต่อหน้าจ่าศาลหรือรองจ่าศาลที่ได้รับมอบหมายและผู้คัดค้านทั้งสาม และส่งเอกสารดังกล่าวต่อศาล ทนายผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 แถลงขออนุญาตศาลว่าจะนำเครื่องมือมาบันทึกคัดลอกสัญญาณจากเทปทั้งสองม้วนดังกล่าวด้วยซึ่งศาลอนุญาต

ต่อมาในวันนัดพร้อมวันที่ 22 พฤษภาคม 2544 ได้มีการเปิดเทปทั้งสองม้วนดังกล่าวตามที่ศาลได้นัดไว้ ทนายผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 คือนายอำนาจสมบูรณ์ทรัพย์ดี ก็ได้บันทึกคัดลอกสัญญาณจากเทปทั้งสองม้วนดังกล่าวเพื่อนำไปตรวจสอบอย่างละ 1 ม้วน ตามที่ศาลอนุญาต และในวันนัดพร้อมดังกล่าวเนื่องจากทนายความเดิมของผู้ร้องที่ 1 ได้ขอถอนตัวออกไป ผู้ร้องที่ 1 จึงได้แต่งตั้งทนายความเข้ามาใหม่ รวม 3 คน คือผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นายนิเวส และนายวรภพ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในฐานะทนายความของผู้ร้องที่ 1 ได้ยื่นคำแถลงขอบันทึกคัดลอกสัญญาณจากเทปทั้งสองม้วนดังกล่าว ซึ่งนายสมเจริญ ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีนี้แทนนายกมลได้มีคำสั่งอนุญาตตามที่แถลงแต่มิได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิมที่ให้เปิดเทปทั้งสองดังกล่าวเป็นการลับ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ก็ได้บันทึกคัดลอกสัญญาณจากเทปทั้งสองดังกล่าวไปอย่างละ 1 ม้วน โดยเหตุการณ์ทั้งหมดในวันนัดพร้อมนี้ได้เกิดขึ้นต่อหน้านางวัลยารองจ่าศาล ซึ่งในวันนัดพร้อมนั้นนางวัลยายังขอให้บุคคลที่มิใช่คู่ความหรือพยานที่เกี่ยวข้องออกไปจากห้องพิจารณาดังกล่าว

อีกทั้งยังให้หันหน้าจอโทรทัศน์ที่ใช้เปิดเทปวีดีทัศน์ดังกล่าวหลบจากทิศทางของประตูทางเข้าห้องพิจารณาของศาล เพื่อมิให้สื่อมวลชนหรือบุคคลอื่นผู้ไม่เกี่ยวข้องดูหรือใช้กล้องถ่ายรูปหรือกล้องบันทึกภาพวีดีทัศน์บันทึกภาพได้ ประกอบกับในวันนัดพร้อมนั้นผู้ร้องที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นโดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในฐานะทนายความของผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้เรียงและพิมพ์ ดังนั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในฐานะทนายความของผู้ร้องที่ 1 ที่มีหน้าที่จะต้องใส่ใจในคำสั่งทั้งปวงของศาลในคดีที่ตนรับว่าความได้ตรวจสอบสรรพเอกสารในสำนวนคดีนี้มาแล้วโดยละเอียด จะอ้างว่าตนไม่ทราบคำสั่งศาลที่ให้ดูและฟังเทปดังกล่าวเป็นการลับไม่ได้ แต่ต่อมากลับปรากฏว่าในวันที่ 29 พฤษภาคม 2544 เวลา 7.05 นาฬิกา

ได้มีการเผยแพร่โฆษณาภาพและเสียงของเทปวีดีทัศน์ดังกล่าวในรายการ (สด) "ห้องข่าวรับอรุณ" ทางสถานีโทรทัศน์ยูบีซี 8 เนชั่นแช็นเนล ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาลที่ห้ามอันเป็นการละเมิดอำนาจศาล และเมื่อเสร็จสิ้นการเผยแพร่ภาพของเทปวีดีทัศน์ดังกล่าว ก็มีการสัมภาษณ์ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในฐานะทนายความของผู้ร้องที่ 1 โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นผู้ดำเนินรายการต่อเนื่องกันทันที ซึ่งการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ถึงข้อเท็จจริงในเทปวีดีทัศน์และข้อเท็จจริงในคดีร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกดังกล่าวข้างต้น และข้อเท็จจริงในคดีหมายเลขดำที่ 1 1978/2543 ระหว่างพันเอกหญิงคุณหญิงอรชร ที่ 1 พันโทอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ที่ 2 และพันตรีณัฐพร ที่ 3 โจทก์ กับนางอรุณวรรณหรืออัมพาพันธ์หรือถนัดสร้างหรือคงสมพงษ์หรือคงสมบัติหรือธเนศเดชสุนทร ที่ 1 กับพวกรวม 12 คน

จำเลยของศาลชั้นต้น ข้อหาหรือฐานความผิดเพิกถอนนิติกรรม เรียกคืนทรัพย์สิน สินสมรสและมรดก หรือชดใช้ราคากับดอกผล ซึ่งคดีฟ้องเพิกถอนนิติกรรมนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ยังไม่มีการสืบพยานแต่อย่างใด โดยผู้กล่าวหา เห็นว่าการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวมีถ้อยคำข้อความที่ก้าวล่วงเข้ามาในการพิจารณาคดี มีลักษณะเป็นการชี้นำและแทรกแซงการพิจารณาคดีของศาล ทำให้คู่ความอีกฝ่ายได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียงซึ่งเทปบันทึกภาพและบทสัมภาษณ์ในรายการ "ห้องข่าวรับอรุณ" ดังกล่าวได้ออกอากาศเผยแพร่ในวันเดียวกันหลายรอบรายละเอียดปรากฏตามบทสัมภาษณ์ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และตารางเวลาออกอากาศในหนังสือ (ยูบีซีแม็กกาซีน) ที่ได้แนบมาพร้อมคำร้องเรียนของผู้กล่าวหา

ต่อมาผู้กล่าวหาได้ติดต่อสั่งซื้อเทปบันทึกภาพและบทสัมภาษณ์ในรายการ "ห้องข่าวรับอรุณ" จากทางบริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของรายการ รายละเอียดปรากฏตามใบเสร็จรับเงินของบริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด และม้วนเทปบันทึกภาพ 1 ม้วน ที่ได้แนบมาพร้อมคำร้องเรียนของผู้กล่าวหา นอกจากนี้ผู้กล่าวหาทราบจากคำให้การของผู้ร้องที่ 1 ในคดีร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกว่า เทปวีดีทัศน์ที่ศาลสั่งห้ามเผยแพร่ดังกล่าวมีต้นฉบับอยู่ที่ศาลชั้นต้นจำนวน 1 ม้วน เท่านั้น โดยผู้กล่าวหาเชื่อว่าก่อนที่ศาลจะอนุญาตให้คัดลอกสำเนาเทปวีดีทัศน์ดังกล่าว ไม่น่ามีสำเนาเทปวีดีทัศน์อยู่ ณ ที่ใด ดังนั้น ภายหลังที่ศาลอนุญาตให้คัดลอกสำเนาเทปวีดีทัศน์ดังกล่าวแล้ว จึงควรมีสำเนาเทปวีดีทัศน์อยู่ที่ทนายความผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 คนละ 1 ม้วนเท่านั้น

ประกอบกับการพิจารณาถ้อยคำในบทสัมภาษณ์ระหว่างผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ผู้ดำเนินรายการกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เห็นได้ชัดว่าการสัมภาษณ์ดังกล่าวได้ตระเตรียมบทสัมภาษณ์กันไว้ล่วงหน้า นอกจากนี้ผู้กล่าวหายังได้รับการยืนยันว่าเทปวีดีทัศน์และบทสัมภาษณ์ในรายการ "ห้องข่าวรับอรุณ" ดังกล่าวเป็นการนำมาออกอากาศเป็นรายแรก ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ในฐานะผู้ดำเนินรายการ "ห้องข่าวรับอรุณ" จึงน่าจะได้รับสำเนาเทปวีดีทัศน์ดังกล่าวซึ่งศาลสั่งห้ามเผยแพร่มาจากผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 อันเป็นการกระทำที่ละเมิดอำนาจศาลโดยตรงและทำให้ผู้กล่าวหาและครอบครัววงศ์ตระกูลได้รับความเสียหาย ดังนั้น ผู้กล่าวหาจึงขอศาลได้โปรดดำเนินการไต่ส่วนคำร้องเรียนขอความเป็นธรรมในเรื่องนี้ต่อไป

ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นกรณีกล่าวหาว่ามีการละเมิดอำนาจศาล จึงให้นัดไต่สวน ระหว่างไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 แถลงรับข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้ให้สัมภาษณ์ต่อผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ตามข้อกล่าวหาจริง และผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 แถลงรับข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2544 ได้มีการเผยแพร่ภาพตามที่มีการกล่าวหากันจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 30 จำคุก 6 เดือน และปรับ 500 บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 33 เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีอาชีพเป็นหลักและสุจริตประกอบกับไม่เคยถูกลงโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากนี้ให้ยก ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาตามฎีกาผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 กระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 30 ตามคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 30 บัญญัติว่า "ให้ศาลมีอำนาจออกข้อกำหนดใด ๆ แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือแก่บุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาลตามที่เห็นจำเป็น เพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาล และเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็ว อำนาจเช่นนี้ ให้รวมถึงการสั่งห้ามคู่ความมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญ หรือในทางประวิงให้ชักช้าหรือในทางฟุ่มเฟือยเกินสมควร" และมาตรา 31 บัญญัติว่า

"ผู้ใดกระทำการอย่างใด ๆ ดังกล่าวต่อไปนี้ให้ถือว่ากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ( 1) ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาลตามมาตราก่อนอันว่าด้วยการรักษาความเรียบร้อย... (2) ฯลฯ (4) ..." จากบทบัญญัติดังกล่าวการที่ศาลจะออกข้อกำหนดใด ๆ ตามมาตรา 30 ได้จะต้องเป็นกรณีใดกรณีหนึ่งใน 2 ประการ คือ ออกข้อกำหนดใด ๆ แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือแก่บุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาลตามที่เห็นจำเป็นเพื่อรักษาความเรียบร้อยในศาลเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็วประการหนึ่ง และออกข้อกำหนดใด ๆ โดยสั่งห้ามคู่ความมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญหรือในทางประวิงให้ชักช้าหรือในทางฟุ่มเฟือยเกินสมควรประการที่สอง แต่ตามทางนำสืบและตามภาพถ่ายรายงานกระบวนพิจารณาเอกสารหมาย

ผ.1 ไม่ปรากฏว่ามีกรณีที่เห็นจำเป็นเพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาลหรือมีการดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญหรือในทางประวิงให้ชักช้าหรือในทางฟุ่มเฟือยเกินสมควรแต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นออกข้อกำหนดตามมาตรา 36 (2) ตามภาพถ่ายรายงานกระบวนพิจารณาเอกสารหมาย ผ.1 ก็ไม่ใช่การออกข้อกำหนดตามมาตรา 30 แต่อย่างใด เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาที่ว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นำเทปวีดีทัศน์และเทปบันทึกเสียงที่คัดลอกสำเนาจากเทปวีดีทัศน์และเทปบันทึกเสียงหมาย ร.35 และ ร.36 ไปให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เปิดเผยหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 กระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 30 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย

อนึ่งปัญหาที่ว่า การฝ่าฝืนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ออกข้อกำหนดตามมาตรา 36 (2) จะเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลหรือไม่นั้น ศาลล่างทั้งสองมิได้วินิจฉัย จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยแต่อย่างใด

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กีรติ กาญจนรินทร์ · ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล · ศิริชัย วัฒนโยธิน
ศาลล่าง
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายประกาศ บูรพางกูร
ศาลอุทธรณ์ - นางอารยา วิชิตชลชัย
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1355/2549
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ลศ1/2544
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ลศ1/2545
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้