Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8888/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 3 พ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 3 จึงไม่มีหน้าที่ควบคุมดูแลรับผิดชอบบังคับบัญชาการดำเนินกิจการต่างๆ ของโรงเรียนตั้งแต่วันดังกล่าว ไม่ต้องรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 เป็นต้นไป แต่กรมสามัญศึกษาโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอกไปจนถึงวันที่จำเลยที่ 3 พ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนมีจำนวนเท่าใด ย่อมไม่อาจกำหนดให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในจำนวนเงินทั้งหมดได้ กรมสามัญศึกษาโจทก์เป็นกรมในรัฐบาลมีอธิบดีกรมสามัญศึกษาเป็นผู้บริหารราชการ อธิบดีกรมสามัญศึกษาจึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์รวมทั้งการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีด้วย ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ไม่อาจนำบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้แก่นิติบุคคลทั่วไปที่ต้องประทับตราของโจทก์ในการลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีมาใช้แก่โจทก์ ในวันที่กรมสามัญศึกษาโจทก์ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจแม้จะถือได้ว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดแล้ว ก็ยังไม่อาจถือว่าโจทก์รู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าวด้วย เมื่อคณะกรรมการสอบสวนสอบสวนเสร็จและรายงานผลการสอบสวนต่ออธิบดีกรมสามัญศึกษาว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วยจึงถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันดังกล่าว ปรากฏว่ารองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมสามัญศึกษาได้รับรายงานการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนวันที่ 14 กรกฎาคม 2537 โจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 13 กรกฎาคม 2538 จึงไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังในหน้าที่ของอำเภอและกิ่งอำเภอ พ.ศ.2520 ข้อ 20 และข้อ 37 โดยจำเลยที่ 3 ไม่แต่งตั้งผู้ตรวจสอบการรับจ่ายเงินประจำวันเพื่อตรวจสอบการรับจ่ายเงินในแต่ละวัน เป็นเหตุให้ไม่สามารถตรวจสอบพบการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 ไม่เกี่ยวกับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เพราะบทบัญญัติดังกล่าวบังคับใช้ภายหลังเหตุคดีนี้ จะนำบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมาปรับใช้แก่คดีนี้ไม่ได้ จำเลยที่ 2 ได้รับแต่งตั้งจากจำเลยที่ 3 ให้มีหน้าที่ควบคุมดูแลตรวจสอบการับจ่ายเงินและเป็นประธานกรรมการเก็บรักษาตรวจนับเงินประจำวัน จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้ตรวจสอบการรับจ่ายเงินประจำวันตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังในหน้าที่ของอำเภอและกิ่งอำเภอ พ.ศ.2520 ข้อ 20 และข้อ 37 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดในผลแห่งการประมาทเลินเล่อดังกล่าวของตน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ โจทก์มอบอำนาจให้นายกรกิจ ฟ้องคดีแทน ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสามรับราชการประจำอยู่ที่โรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ซึ่งอยู่ในสังกัดของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่การเงิน จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายธุรการมีหน้าที่ควบคุมตรวจสอบงานด้านธุรการ การเงิน และพัสดุของโรงเรียน จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ มีหน้าที่บังคับบัญชาปกครอง กำกับ ดูแล และบริหารกิจการงานทั้งปวงของโรงเรียน เมื่อระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2533 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าบำรุงการศึกษา ค่าสมัครสอบ และค่าสอบแก้ตัวจากนักเรียน ค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าจากผู้ใช้น้ำและไฟฟ้าของโรงเรียน

ค่าเช่าสถานที่จากผู้เช่า เงินบริจาคและเงินบำรุงจากสหกรณ์โรงเรียนชลบุรี "สุขบท" รวมเป็นเงิน 2,325,166 บาท อันเป็นรายได้ของโรงเรียนแล้วเบียดบังเอาเงินดังกล่าวเป็นของตนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ละเลยต่อหน้าที่ไม่ควบคุมดูแลตรวจสอบการทำงานของจำเลยที่ 1 ให้ปฏิบัติไปตามระเบียบแบบแผนข้อบังคับและกฎเกณฑ์ของทางราชการ โดยเฉพาะจำเลยที่ 3 ไม่ทำการแต่งตั้งผู้ตรวจสอบรายการรับเงินและจ่ายเงินว่าตรงกับยอดเงินในบัญชีธนาคารและบัญชีเงินสดหรือไม่ เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับกระทรวงการคลังว่าด้วยการเก็บรักษาและนำเงินส่งคลังในหน้าที่ของอำเภอและกิ่งอำเภอ พ.ศ.2520 ข้อ 20 และข้อ 37 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 นำเงินของโรงเรียนชลบุรี

"สุขบท" ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว ถือว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2537 โจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,063,846.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,325,166 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบแบบแผน ข้อบังคับและกฎเกณฑ์ของทางราชการโดยตลอด ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 โดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งกรมสามัญศึกษาที่ 2820/2532 เรื่อง

มอบอำนาจการบังคับบัญชาข้าราชการ ในฐานะผู้อำนวยการกอง มอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติงานฝ่ายการเงิน และแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่การเงิน ตามคำสั่งโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ที่ 23/2535 ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามข้อบังคับของกระทรวงการคลังว่าด้วยการเก็บรักษาและนำเงินส่งคลังในหน้าที่ของอำเภอและกิ่งอำเภอ พ.ศ.2520 ข้อ 20 ทั้งยังแต่งตั้งคณะกรรมการเก็บรักษาเงินบำรุงการศึกษา โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการและจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการ ตามคำสั่งโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ที่ 28/2534 อีกด้วย คำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายว่าเงินที่ถูกยักยอกไปเป็นของผู้ใดบ้างและจำนวนเท่าใด เป็นฟ้องเคลือบคลุม โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2537 ตามรายงานการสอบสวน เรื่อง การสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชดใช้ทางแพ่ง

โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ค่าเสียหายตามที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความเป็นจริงขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,063,846.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,325,166 บาท นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ต่อโจทก์เป็นเงิน 1,454,618.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 569,785.90 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2533 และของต้นเงิน 884,833 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2538 ต้องไม่เกิน 227,914.35 บาท และ 287,570.72 บาท ตามลำดับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ และจำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 รับราชการในสังกัดของโจทก์ที่โรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ทำหน้าที่เจ้าหน้าที่การเงินได้ยักยอกเงินค่าบำรุงการศึกษา ค่าสมัครสอบ ค่าสอบแก้ตัว ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าเช่าสถานที่ ค่าบำรุงจากสหกรณ์โรงเรียนชลบุรี "สุขบท" และเงินบริจาค ของโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ไปเป็นประโยชน์ส่วนตนหลายครั้งเป็นเงินรวม 2,325,166 บาท โดยจำเลยที่ 2 ขณะเกิดเหตุรับราชการในสังกัดของโจทก์ที่โรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายธุรการ มีหน้าที่ควบคุมตรวจสอบงานด้านธุรการ การเงินและพัสดุของโรงเรียนชลบุรี

"สุขบท" รวมทั้งมีหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 รับราชการในสังกัดของโจทก์ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2530 และพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อแรกเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดตามฟ้องข้อ 2 ค. และข้อ 2 ง. หรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 2 ค. ว่า ในปีการศึกษา พ.ศ.2535 ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2535 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2536 ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินค่าบำรุงการศึกษารวมเป็นเงิน 833,470 บาท และฟ้องข้อ 2 ง. โจทก์บรรยายว่า

ระหว่างปีการศึกษา พ.ศ.2533 ถึงปีการศึกษา พ.ศ.2535 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2533 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2536 ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินค่าสอบแก้ตัวจำนวนเงิน 11,549.50 บาท ค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้ารวมเป็นเงิน 25,507.60 บาท จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน ชลบุรี "สุขบท" เพียงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุตามฟ้องถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2535 ซึ่งในทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความแน่ชัดว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดตามฟ้องข้อ 2 ค. และข้อ 2 ง. คิดถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2535 เป็นจำนวนเงินเท่าใด ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงไม่กำหนดให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในเงินดังกล่าว โจทก์ฎีกาว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินจากโรงเรียนชลบุรี

"สุขบท" หลายครั้งเป็นเงิน 2,325,166 บาท จำเลยที่ 3 เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าวและเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงาน มีหน้าที่ควบคุมดูแลรับผิดชอบบังคับบัญชาการดำเนินกิจการต่างๆ ของโรงเรียน แต่จำเลยที่ 3 ปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมดูแลรับผิดชอบบังคับบัญชาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ปฏิบัติตามคำสั่งและระเบียบแบบแผนของทางราชการโดยเคร่งครัดจนเป็นช่องทางให้จำเลยที่ 1 ทุจริตยักยอกเงินดังกล่าว ถือเป็นการประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย เห็นว่า จำเลยที่ 3 พ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 แล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่มีหน้าที่ควบคุมดูแลรับผิดชอบบังคับบัญชาการดำเนินกิจการต่างๆ ของโรงเรียนตั้งแต่วันดังกล่าว

จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 เป็นต้นไป หาใช่ต้องรับผิดต่อไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2536 ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอกไปจนถึงวันที่จำเลยที่ 3 พ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" มีจำนวนเท่าใดย่อมไม่อาจกำหนดให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในจำนวนเงินทั้งหมดได้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ในส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินแต่ละครั้งจำนวนเท่าใด และไม่ได้ระบุวันเวลาที่กระทำความผิดแต่ละครั้งให้แน่นอน เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุวันเวลาที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดยักยอกเงินของโจทก์ไปโดยมีรายละเอียดจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอกไปตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ถึงหมายเลข 8 จำเลยที่ 3 สามารถเข้าใจคำฟ้องของโจทก์ได้ดี ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 3 มีว่า หนังสือมอบอำนายให้ฟ้องคดีของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย แม้ไม่มีกฎหมายบังคับให้ประทับตราของโจทก์ในการทำนิติกรรมแทนโจทก์

ก็มิได้หมายความว่าการไม่ประทับตราเป็นการลงลายมือชื่อแทนนิติบุคคลได้โดยชอบ เมื่อไม่มีกฎหมายบังคับไว้โดยเฉพาะก็ต้องปฏิบัติตามหลักกฎหมายทั่วไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลจะต้องลงลายมือชื่อและประทับตราของนิติบุคคลด้วย จึงจะเป็นการลงลายมือชื่อแทนนิติบุคคลและมีอำนาจกระทำแทนนิติบุคคลได้ เห็นว่า โจทก์เป็นกรมในรัฐบาลมีอธิบดีกรมสามัญศึกษาเป็นผู้บริหารราชการ อธิบดีกรมสามัญศึกษาจึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์รวมทั้งการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีด้วยตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กรณีไม่อาจนำบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้แก่นิติบุคคลทั่วไปมาใช้แก่โจทก์ดังที่จำเลยที่ 3 อ้าง ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามกฎหมายของจำเลยที่ 3 มีว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ได้ทราบถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ แม้โจทก์ไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิด ก็ต้องถือว่าโจทก์รู้แล้วว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ตั้งแต่วันที่โจทก์ร้องทุกข์ซึ่งคิดถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้ว เห็นว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

กรณีจึงต้องนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดประการหนึ่งและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอีกประการหนึ่งประกอบกันเป็นวันใดและพ้นปีหนึ่งนับแต่วันดังกล่าว คดีจึงขาดอายุความตามบทบัญญัติของมาตราดังกล่าว แต่ในวันที่โจทก์ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจแม้จะถือได้ว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดแล้วก็ยังไม่อาจถือว่าโจทก์รู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าวด้วย เมื่อคณะกรรมการสอบสวนสอบสวนเสร็จและรายงานผลการสอบสวนต่ออธิบดีกรมสามัญศึกษาว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วยจึงถือว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันดังกล่าว ปรากฏว่ารองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมสามัญศึกษาได้รับรายงานการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนวันที่ 14 กรกฎาคม 2537 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 13 กรกฎาคม 2538 คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 3 มีว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่เพียงใด เห็นว่า จำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังในหน้าที่ของอำเภอและกิ่งอำเภอ พ.ศ.2520 ข้อ 20 และข้อ 37 กล่าวคือ จำเลยที่ 3 ไม่แต่งตั้งผู้ตรวจสอบการรับจ่ายเงินประจำวันเพื่อตรวจสอบการรับจ่ายเงินในแต่ละวันเป็นเหตุให้ไม่สามารถตรวจสอบพบการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 การไม่ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวจึงเป็นการประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 ไม่เกี่ยวกับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เพราะบทบัญญัติดังกล่าวบังคับใช้ภายหลังเหตุคดีนี้

จะนำบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมาปรับใช้แก่คดีนี้ตามที่จำเลยที่ 3 ฎีกาหาได้ไม่ ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ได้แต่งตั้งจำเลยที่ 2 ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" เป็นผู้มีหน้าที่ควบคุมดูแลตรวจสอบการรับจ่ายเงินทุกประเภทของโรงเรียนให้ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ และแต่งตั้งกรรมการเก็บรักษาตรวจนับเงินประจำวันรักษาลูกกุญแจนิรภัย ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการ และนายจารึกเป็นกรรมการ ซึ่งมีแบบแผนการปฏิบัติการรายงานเงินคงเหลือประจำวันตามแบบ 407 เสนอให้ผู้อำนวยการตรวจทุกวันที่มีการรับจ่ายพร้อมกับสมุดเงินสดและบัญชีแยกประเภทเพื่อตรวจสอบยอดเงินว่าตรงกันหรือไม่

นั้น เห็นว่า การแต่งตั้งจำเลยที่ 2 ให้มีหน้าที่ควบคุมดูแลตรวจสอบการรับจ่ายเงิน และเป็นประธานกรรมการเก็บรักษาตรวจนับเงินประจำวันด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้ตรวจสอบการรับจ่ายเงินประจำวันตามระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดในผลแห่งการประมาทเลินเล่อดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดเพียงใด นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 มิได้กระทำผิดโดยจงใจดังเช่นจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จึงควรร่วมรับผิดตามระดับความร้ายแรงของความผิดที่จำเลยที่ 3 กระทำ เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 แล้วเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดเพียงกึ่งหนึ่งของความเสียหายดังกล่าว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ต่อโจทก์เป็นเงิน 727,309.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 284,892.95 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2533 และของต้นเงิน 442,416.50 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วรพจน์ วิไลชนม์ · ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช · สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้