Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8836/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ขณะเกิดเหตุจนถึงวันที่โจทก์ได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนแก่ทายาทผู้ประสบภัยนั้นพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ มาตรา 31 ยังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมดังเช่นปัจจุบัน โดยบทบัญญัติของมาตรา 31 ที่ใช้อยู่ในขณะเกิดเหตุได้กำหนดเงื่อนไขในการที่โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทผู้รับประกันภัยจะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายเพราะความจงใจหรือประพฤติเลินเล่ออย่างร้ายแรงเฉพาะค่าเสียหายเบื้องต้นที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยตามเงื่อนไขในกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ อันเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ประสงค์ให้ผู้ประสบภัยได้รับการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นทันท่วงที โดยไม่จำต้องพิสูจน์ความผิดหรือมีข้อโต้แย้งใดจากบริษัทผู้รับประกันภัยดังนั้น แม้ภายหลังมีพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ(ฉบับที่ 3)ฯ มาตรา 12 ให้ยกเลิกความในมาตรา 31 และให้ใช้ความใหม่แทน โดยความใหม่มีบทบัญญัติให้บริษัทผู้รับประกันภัยที่ได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น หรือค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ประสบภัยไปแล้วสามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายได้ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมีผลใช้บังคับหลังจากเกิดเหตุคดีนี้ โจทก์จึงไม่สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยตามกฎหมายได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 31

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ได้รับประกันภัยรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน พ - 6115 นครราชสีมา จากจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 อายุสัญญาประกันภัย1 ปี มีผลคุ้มครองนับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม2540 จำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว โดยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ได้จ้างวานใช้และยินยอมให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ควบคุมและขับรถคันดังกล่าวไปประกอบหน้าที่การงานในทางการที่จ้างหรือในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 เพื่อผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ควบคุมการขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2539 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ได้ควบคุมและขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้โดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 มาตามถนนเจนจบทิศจากจังหวัดนครราชสีมามุ่งหน้าไปทางจังหวัดศรีสะเกษด้วยความประมาทเลินเล่อขณะแล่นมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ได้แล่นเข้าชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน 80-2495 ศรีสะเกษ แล้วเสียหลักออกไปทางขวาเฉี่ยวชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน บ - 2284 ยโสธร ซึ่งแล่นสวนทางมาทำให้บุคคลซึ่งนั่งมาในรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้คือนายประพฤทธิ์ ตรีนอก และนายดิเรก ทองทะวงศ์ ถึงแก่ความตาย เด็กหญิงอัจฉรา ทองทะวงศ์และนายยงยุทธ โนนไธสง ได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา

หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอประทายได้ทำการสอบสวนแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จึงได้ทำสำนวนส่งพนักงานอัยการเพื่อฟ้องต่อศาล เมื่อบุคคลทั้งสี่ถึงแก่ความตายจึงเป็นผู้ประสบภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 และรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้อยู่ในอายุสัญญาประกันภัยของโจทก์ โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องชำระเงินค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยทั้งสี่โดยจ่ายให้แก่ทายาทของบุคคลดังกล่าวตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 200,000 บาท ภายหลังโจทก์ได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีใบอนุญาตขับรถยนต์ในขณะเกิดเหตุ

อันเป็นการผิดเงื่อนไขกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ โจทก์จึงหลุดพ้นไม่ต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัยในนามของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์จ่ายเงินจำนวน 200,000 บาท ให้แก่ทายาทผู้ประสบภัยไปแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยจึงต้องชดใช้เงินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิตามกฎหมายจากทายาทของผู้ประสบภัยมาเรียกร้องเงินจำนวน 200,000 บาทคืนจากจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้กระทำละเมิดและจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เอาประกันภัยซึ่งจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 ต้องร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นตัวการหรือนายจ้างและยินยอมให้จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยในขณะเกิดเหตุ

โจทก์ได้ติดต่อทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระเงินดังกล่าว คืนแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินไปจนถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 9,708 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 209,708 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 10,000 บาท นับแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไป ของต้นเงิน 10,000 บาท นับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไป และของต้นเงิน 20,000 บาท นับแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2539เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับฟังได้ยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน พ - 6115 นครราชสีมาซึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 อายุสัญญาประกันภัย 1ปี นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2539 ต่อมาวันที่ 28 กันยายน 2539 จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปชนรถยนต์คันอื่น เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย

คือนายประพฤทธิ์ ตรีนอก นายดิเรก ทอทะวงศ์ เด็กหญิงอัจฉรา ทองทะวงศ์ และนายยงยุทธ โนนไธสง โจทก์ได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทายาทของผู้ตายซึ่งเป็นผู้ประสบภัยตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยรายละ 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 200,000บาท โดยจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดในค่าเสียหายเบื้องต้นรวม 40,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ทายาทของผู้ประสบภัยอีกรวม 160,000 บาทหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจนถึงวันที่โจทก์ได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนแก่ทายาทผู้ประสบภัยนั้นพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

พ.ศ. 2535 มาตรา 31 ยังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมดังเช่นปัจจุบัน โดยบทบัญญัติของมาตรา 31 ที่ใช้อยู่ในขณะเกิดเหตุได้กำหนดเงื่อนไขในการที่โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทผู้รับประกันภัยจะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายเพราะความจงใจหรือประพฤติเลินเล่ออย่างร้ายแรงไว้ว่า "...เมื่อบริษัทหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด ให้บริษัทหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย แล้วแต่กรณี มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลดังกล่าว..." ดังนั้น จะเห็นได้ว่ากฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะเกิดเหตุให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 2 เฉพาะค่าเสียหายเบื้องต้นที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยตามเงื่อนไขในกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอันเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ประสงค์ให้ผู้ประสบภัยได้รับการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นทันท่วงที โดยไม่จำต้องพิสูจน์ความผิดหรือมีข้อโต้แย้งใดจากบริษัทผู้รับประกันภัย

ดังนั้น แม้ภายหลังจะมีพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 มาตรา 12 ให้ยกเลิกความในมาตรา 31 และให้ใช้ความใหม่แทน โดยความใหม่มีบทบัญญัติให้บริษัทผู้รับประกันภัยที่ได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ประสบภัยไปแล้วสามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายได้ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 อันเป็นเวลาหลังจากเกิดเหตุคดีนี้โจทก์จึงไม่สามารถใช้ไล่เบี้ยเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 ตามกฎหมายใหม่ได้ ทั้งมิใช่เป็นการจ่ายตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 16 ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์จ่ายไปโดยผู้ทำละเมิดไม่มีใบอนุญาตขับรถยนต์และผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในค่าสินไหมทดแทนรายละ40,000 บาท จึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล · ไพศาล เจริญวุฒิ · สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5398/2568

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 แยกเป็นค่าปลงศพ 269,597 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ 672,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 941,597 บาท จำเลยชำระค่ารักษาพยาบาลแ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1878/2566

โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยภาคบังคับให้รับผิดในมูลหนี้ตามสัญญาประกันภัย ซึ่งเป็นคนละส่วนแยกต่างหากจากกันกับการฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดในมูลหนี้ละเมิด เมื่อกรมธรรม์…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 997/2561

โจทก์ฟ้องให้จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยรถบรรทุกและรถพ่วงคันที่ ด. เป็นผู้ขับ รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกรณีที่ ช. เสียชีวิตทำให้โจทก์ขาดไร้อุปการะ ซึ่งข้อเท็จจร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 817/2561

ร. เอาประกันภัยรถจักรยานยนต์ไว้กับโจทก์ เป็นการเอาประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ซึ่งมาตรา 7 บังคับให้เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2122/2559

ช. เอาประกันภัยรถจักรยานยนต์ไว้กับโจทก์ เป็นการเอาประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ซึ่งมาตรา 7 บังคับให้เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้