Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 88/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในคืนวันเกิดเหตุจำเลยว่าจ้างป. ให้ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งที่คลองเตยตกลงราคากันอยู่นานประมาณ 2 นาทีไม่ได้ความว่า ป.ได้สังเกตตำหนิรูปพรรณของจำเลยว่ามีลักษณะพิเศษอย่างไร ทั้งสถานที่จอดรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ป.จอดรถอยู่ข้างวัดอยู่ห่างจากประตูซุ้มถึง 200 เมตรแสงสว่างจากไฟฟ้าที่ประตูซุ้มน่าจะส่องมาไม่ถึง นอกจากนี้ระหว่างทางที่ ป.ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งคนร้ายก็ไม่ปรากฏว่าได้พูดคุยหรือหันมามองหน้าคนร้ายแต่อย่างใดน่าเชื่อว่าตอนที่คนร้ายไปว่าจ้างให้ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งป.คงเห็นหน้าคนร้ายไม่ชัดเจนปรากฏว่า ป.รูปร่างสูงใหญ่มีร่างกายแข็งแรงกว่าจำเลยซึ่งมีรูปร่างผอมสูงและเป็นคนติดยาเสพติด ตามสภาพไม่น่ามีเรี่ยวแรงพอที่จะต่อย ป.จนล้มลงจากรถจักรยานยนต์และจำเลยคงไม่กล้าเสี่ยงกระทำการดังกล่าวเป็นแน่ ประกอบกับภายหลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจให้ ป. ไปขอหนังสือมอบอำนาจจากบริษัทผู้ให้เช่าซื้อรถมาร้องทุกข์ แต่ ป. กลับนำหนังสือมอบอำนาจมาให้เป็นเวลาภายหลังเกิดเหตุแล้วถึง 5 วัน ทำให้ ป.มีเวลาปรุงแต่งลักษณะตำหนิรูปพรรณของคนร้ายก็เป็นได้เมื่อจำเลยนำสืบปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่มาตลอด พยานหลักฐานโจทก์จึงมีพิรุธและมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้จริงหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2538 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ได้พามีดปลายแหลม จำนวน 1 เล่ม ไปตามถนน โดยไม่มีเหตุอันสมควรและได้ลักรถจักรยานยนต์ คันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร5ย-5160 ราคา 40,000 บาท ของบริษัทฐิติกร จำกัด ผู้เสียหายขณะอยู่ในความครอบครองของนายปัญญา เกรียงไกร ไปโดยทุจริต โดยจำเลยใช้กำลังประทุษร้าย ชกต่อย และใช้มีดปลายแหลมที่จำเลยพาติดตัวมาจี้บังคับขู่เข็ญนายปัญญาว่าในทันในนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม เหตุเกิดที่แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานครจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในความผิดฐานลักทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9859/2535 ของศาลแขวงพระนครเหนือ ให้ลงโทษจำคุก 7 เดือน

จำเลยมากระทำความผิดในคดีนี้ซ้ำในอนุมาตราเดียวกันภายในเวลา 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ และจำเลยเป็นบุคลลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5858/2538 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 371, 91, 93 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 40,000 บาท แก่ผู้เสียหาย เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย และนับโทษจำเลยต่อจากโทษคดีหมายเลขแดงที่ 5858/2538 ของศาลชั้นต้นจำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสาม, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย

จำเลย 14 ปีฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 14 ปี และปรับ 100 บาทนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 5858/2538 ของศาลชั้นต้นไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 40,000 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่ที่โจทก์ฟ้อง คนร้ายได้ใช้กำลังประทุษร้ายชกต่อยและใช้มีดเป็นอาวุธขู่เข็ญชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ คันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 5ย-5160 ที่นายปัญญา เกรียงไกร เช่าซื้อจากบริษัทฐิติกร จำกัด ผู้เสียหายราคา 40,000 บาท ไป ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2538 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ มีปัญหาวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ โจทก์มีนายปัญญาเบิกความว่า พยานมีอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างจอดอยู่บริเวณสถานที่จอดรถจักรยานยนต์รับจ้างชื่อบางค้อบริการ ในคืนวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 21.30 นาฬิกา จำเลยมาว่าจ้างพยานให้ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งที่คลองเคยราคา 60 บาท

พยานขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยไปตามถนนพระราม 3 แล้วไปถนนสาธุประดิษฐ์ จนมาถึงถนนเชื้อเพลิง และมีซอยแยก จำเลยบอกให้ขับรถจักรยานยนต์เข้าไปในซอย เมื่อเข้าไปได้ประมาณ 300 เมตร บอกให้จอดรถ จำเลยลงจากรถแล้วส่งธนบัตรฉบับละ 100 บาท ให้แก่พยาน ขณะที่พยานล้วงเงินทอนให้แก่จำเลย จำเลยต่อยที่หน้าและผลักพยานล้มลงจากรถแต่รถจักรยานยนต์ไม่ล้มเพราะจำเลยจับไว้ เมื่อลุกขึ้นมาจะเข้าต่อสู้แต่เห็นจำเลยชักมีดปอกผลไม้ยาวประมาณ 1 คืน ออกมา จึงไม่เข้าต่อสู้ด้วยแล้วจำเลยขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป พยานวิ่งออกมาจากซอยเกิดเหตุถึงป้อมยามห่างจุดเกิดเหตุประมาณ 1 ป้ายรถยนต์โดยสารประจำทางพบเจ้าพนักงานตำรวจจึงเล่าเรื่องให้ทราบ เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งทางวิทยุให้เจ้าพนักงานตำรวจอื่นติดตามจับกุมแล้วให้พยานไปแจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ

เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆรับแจ้งแล้ว ให้พยานนำไปชี้สถานที่เกิดเหตุแล้วกลับมาสอบปากคำที่สถานีตำรวจ เห็นว่า แม้จะได้ความจากคำเบิกความของนายปัญญาว่าในคืนวันเกิดเหตุจำเลยได้มาว่าจ้างนายปัญญาให้ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งที่คลองเตยโดยนายปัญญากับจำเลยตกลงราคากันอยู่นานประมาณ 2 นาที ก็ไม่ได้ความจากคำเบิกความของนายปัญญาแต่อย่างใดว่า นายปัญญาได้สังเกตตำหนิรูปพรรณของจำเลยว่า จำเลยมีลักษณะตำหนิรูปพรรณพิเศษอย่างไร กลับได้ความจากคำเบิกความของนายปัญญาตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นายปัญญาไม่เคยเห็นหน้าจำเลยมาก่อน สถานที่จอดรถจักรยานยนต์รับจ้างที่นายปัญญาจอดรถอยู่ข้างวัด ซึ่งมีวัดมีซุ้มประตูและมีไฟฟ้านีออนติดอยู่เหนือประตูซุ้ม

ก็ปรากฏว่าสถานที่จอดรถจักรยานยนต์ดังกล่าวอยู่ห่างจากประตูซุ้มถึง 200 เมตร แสงสว่างจากไฟฟ้าที่ประตูซุ้มน่าจะส่องมาไม่ถึง สำหรับบริเวณในซอยที่เกิดเหตุที่นายปัญญาเบิกความว่าภายในซอยมีแสงไฟจากรั้วกำแพงบ้านที่ปลูกอยู่ 2 ข้างทางนั้น ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 2ปรากฏว่ากำแพงรั้วด้านหนึ่งสูงประมาณ 3 เมตร อีกด้านหนึ่งสูงประมาณ6 เมตร ไม่ปรากฏว่ามีหลอดไฟฟ้าติดไว้ที่หน้าบ้านเลขที่ 393-5ซึ่งขัดกับบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญาเอกสารหมาย จ.5แผ่นที่ 1 ว่ามีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าที่ติดตั้งอยู่หน้าบ้านเลขที่ 393 ส่องสว่างมองเห็นได้ชัดเจนในระยะประมาณ 3 ถึง 5 เมตรจึงทำให้มีเหตุสงสัยว่าในที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าที่ติดอยู่หน้าบ้านเลขที่ 393-5 หรือไม่ และระหว่างทางที่นายปัญญาขับจักรยานยนต์ไปส่งคนร้าย

ก็ไม่ปรากฏว่าได้พูดคุยหรือหันมามอบหน้าคนร้ายแต่อย่างใด น่าเชื่อว่าตอนที่คนร้ายไปว่าจ้างให้ขับรถจักรยานยนต์ไปส่ง นายปัญญาคงเห็นหน้าคนร้ายไม่ชัดเจน ตามภายถ่ายหมาย จ.2 ปรากฏว่านายปัญญารูปร่างสูงใหญ่ มีร่างกายแข็งแรงกว่าจำเลย ซึ่งมีรูปร่างผอมสูงและเป็นคนติดยาเสพติดให้โทษ ตามสภาพไม่น่ามีเรี่ยวแรงพอที่จะต่อยนายปัญญาจนล้มลงจากรถจักรยานยนต์และจำเลยคงไม่กล้าเสี่ยงกระทำการดังกล่าวเป็นแน่นอกจากนี้นายปัญญาเบิกความว่า ในคืนเกิดเหตุภายหลังเกิดเหตุแล้วพยานไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนให้นำไปชี้สถานที่เกิดเหตุเสร็จแล้วนำพยานมาสอบปากคำที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งตามบันทึกคำให้การดังกล่าวนายปัญญาให้การยืนยันว่าคนร้ายเป็นใครไม่รู้จัก แต่เป็นชายไทยอายุประมาณ 30 ปีลักษณะตำหนิรูปพรรณ

รูปร่างผอมสูง ประมาณ 170 เซนติเมตร ใบหน้ายาว ผิวดำแดง ไว้ผมแสกกลาง หน้าผากแคบ คิ้วบาง ตาดำกลมโตสองชั้นจมูกโด่ง ไม่มีหนวดเครา ปากบาง คางมน สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นลายสก๊อตสีแดงดำ ปล่อยชายเสื้อคลุมทับกางเกงยืนขายาวสีน้ำเงินสวมรองเท้าหนังหุ้มข้อสีน้ำตาลเข้ม ก็ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีพิศณุ วิทยาภรณ์ พนักงานสอบสวนว่า ในคืนวันเกิดเหตุเวลาหลัง 21 นาฬิกาไปแล้ว นายปัญญามาแจ้งต่อพยานว่าถูกค้นร้ายชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ โดยรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวอยู่ในระหว่างเช่าซื้อจากบริษัทฐิติกร จำกัด พยานให้นายปัญญาไปขอหนังสือมอบอำนาจจากบริษัทมาร้องทุกข์ ต่อมาอีกประมาณ 5 วันนายปัญญานำหนังสือมอบอำนาจมาร้องทุกข์ต่อพยาน

พยานจึงสอบปากคำนายปัญญาไว้ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.3 และตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.3 ก็ปรากฏว่าลงวันที่ 25 มกราคม 2538 ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันที่พนักงานสอบสวนทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญาเอกสารหมาย จ.5 ตามบันทึกดังกล่าวปรากฏว่ารับแจ้งเหตุวันที่ 25มกราคม 2538 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังเกิดเหตุแล้วถึง 5 วัน ทำให้นายปัญญามีเวลาปรุงแต่งลักษณะตำหนิรูปพรรณของคนร้ายก็เป็นได้นายดาบตำรวจประพันธ์ บุญรอด ผู้จับกุมจำเลยก็เบิกความว่า พยานสืบสวนคดีนี้ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2538 โดยนายปัญญาบอกตำหนิรูปพรรณของคนร้ายว่ามีลักษณะผอมสูงคล้ายคนติดยาเสพติดให้โทษ ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2538 พยานสืบทราบว่าคนร้ายที่กระทำความผิดคดีนี้ถูกจับอยู่ที่สถานีตำรวจนครบาลบางโพงพาง ข้อหามียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครอบโดยไม่ได้รับอนุญาต

พยานตามตัวนายปัญญามาดูตัวคนร้ายแต่ไม่พบเพราะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวไป รุ่งขึ้นทราบว่าคนร้ายถูกจับที่สถานีตำรวจนครบาลวัดพระยาไกร ได้นำนายปัญญาไปดูนายปัญญาดูแล้วยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ชิงทรัพย์ไป ก็ได้ความจากคำเบิกความของนายปัญญาตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมื่อพยานไปที่สถานีตำรวจนครบาลวัดพระยาไกรนั้นเจ้าพนักงานตำรวจให้พยานดูหน้าจำเลยแล้วถามว่าคนนี้ใช่หรือไม่ พยานบอกว่าใช่ เจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้บอกว่าจำเลยคือคนร้ายที่ชิงทรัพย์ จากพยานหลักฐานโจทก์เห็นได้ว่า โจทก์มีแต่นายปัญญาเบิกความเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว ทั้งเหตุเกิดในเวลากลางคืนประกอบกับจำเลยนำสืบว่าในคืนเกิดเหตุจำเลยร่วมกับพวกได้เดินทางไปที่สำนักสงฆ์ไร่เนินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ตั้งแต่เวลา 15 นาฬิกา รุ่งขึ้นทำบุญถวายสังฆทานเสร็จเวลา 10 นาฬิกา จึงเดินทางกลับ ต่อมาวันที่ 13กันยายน 2538 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา จำเลยถูกจับข้อหามียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต วันที่ 19เดือนเดียวกัน เจ้าพนักงานตำรวจจัดให้นายปัญญามาชี้ตัวจำเลยพยานหลักฐานโจทก์จึงมีพิรุธและมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนร้ายร้ายนี้จริงหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสองที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาจำเลยฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุญอินทร์ ส่งเสริมสกุล · ชลอ บุณยเนตร · ระพินทร บรรจงศิลป
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1207/2567

การจะเป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรดังกล่าว หรือสมคบกันตั้งแต่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2567

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2566

แม้คําพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นจะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคําวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 514/2566

วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว และก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่โดย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้