Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8793/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่พิจารณาและตรวจสอบเอกสารประกอบฎีกาการอนุมัติเบิกจ่ายเงินและในชั้นตรวจจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์ก่อนที่จะเก็บฎีกาไว้เป็นหลักฐานเพื่อการตรวจสอบ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงินและการตรวจเงินสุขาภิบาล พ.ศ.2531 เมื่อจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ลงนามโดยมิได้มีการตรวจสอบตามระเบียบดังกล่าว อันทำให้จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินไปใช้ส่วนตัวโดยทุจริต จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์คาบเกี่ยวก่อนและหลังวันที่ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มีผลใช้บังคับ คือวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 ดังนั้น จึงต้องนำมาตรา 8 วรรคสี่ ที่บัญญัติเป็นคุณแก่เจ้าหน้าที่มาใช้บังคับต่อการทำละเมิดหลังวันที่ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่มีผลใช้บังคับ ส่วนการทำละเมิดก่อนวันที่ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ฯ มีผลใช้บังคับ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 432

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 474,121.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่สืบพยาน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 474,121.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 พฤศจิกายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดจำนวนเงินดังกล่าวในวงเงิน 458,684.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 404,272.18 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท ค่าขึ้นศาลสำหรับจำเลยที่ 4 ให้ใช้ในทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในวงเงิน 458,684.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 404,272.18 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ.2495 สังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีของโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นสุมห์บัญชีของโจทก์ จำเลยที่ 3 เป็นหัวหน้าหน่วยงานคลังของโจทก์ และจำเลยที่ 4 เป็นปลัดสุขาภิบาลของโจทก์ การเบิกจ่ายเงินของโจทก์จำเลยทั้งสี่อยู่ในบังคับต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงินและการตรวจเงินสุขาภิบาล พ.ศ.2531 และตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 แต่จากการตรวจสอบของโจทก์พบว่าในช่วงเวลาระหว่างเดือนพฤษภาคม 2539 ถึงเดือนมีนาคม 2540 มีฎีกาเบิกจ่ายเงินที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบดังกล่าวรวม 17 รายการ โดยฎีกาเบิกจ่ายเงินตามงบประมาณเพื่อเบิกจ่ายค่าจัดซื้อวัสดุสำนักงานของโจทก์ เป็นเงิน 6,765 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ลงชื่อเป็นผู้ตรวจสอบเอกสารประกอบฎีกาจนกระทั่งประธานกรรมการของโจทก์อนุมัติเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2539 ภายหลังการอนุมัติการจ่ายเงิน

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะต้องตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งว่ามีใบเสร็จรับเงินประกอบฎีกาหรือไม่ และมีเจ้าหนี้ลงชื่อเป็นผู้รับเงินหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีใบเสร็จรับเงินประกอบฎีกา กลับมีเอกสารที่มีข้อความว่าได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์ไปแล้วโดยจำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นผู้จ่ายเงิน จำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้ตรวจ ฎีกาเงินรายจ่ายตามงบประมาณเพื่อเบิกจ่ายเงินค่าจัดซื้อวัสดุทำป้ายชื่อกรรมการและเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยในการเลือกตั้งกรรมการ จำเลยที่ 1 จัดทำฎีกาเช่นเดียวกับฎีกาเบิกจ่ายเงินตามงบประมาณเพื่อเบิกจ่ายค่าจัดซื้อวัสดุสำนักงานของโจทก์ข้างต้น และการเบิกจ่ายเงินไม่มีใบเสร็จรับเงิน ไม่มีลายมือชื่อผู้รับเงิน

ฎีกาเงินนอกงบประมาณเพื่อเบิกจ่ายค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย จำนวน 20.18 บาท จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2539 จากการตรวจสอบไม่มีใบเสร็จรับเงินของกรมสรรพากร ไม่มีลายมือชื่อผู้รับเงินเช่นเดียวกัน ฎีกาเบิกเงินตามข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายเพื่อเบิกจ่ายค่าจัดซื้อวัสดุแบบพิมพ์สำหรับใช้ในงานของโจทก์ จำนวนเงิน 25,250 บาท มีการดำเนินการเช่นเดียวกัน จากการตรวจสอบแล้วไม่มีใบเสร็จรับเงินและลายมือชื่อผู้รับเงิน เป็นฎีกาเบิกเงินตามข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายเพื่อเบิกจ่ายค่าจัดซื้อวัสดุสำนักงานสำหรับใช้ในงานบริหารทั่วไปของโจทก์ จำนวนเงิน 9,958 บาท ตรวจสอบแล้วไม่มีใบเสร็จรับเงินและลายมือชื่อผู้รับเงิน ฎีกาเบิกเงินตามข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายเพื่อเบิกจ่ายค่าจัดซื้อวัสดุสำนักงานสำหรับบริหารทั่วไป

จำนวนเงิน 1,621 บาท ตรวจสอบแล้วไม่มีใบเสร็จรับเงินและลายมือชื่อผู้รับเงิน ฎีกาเบิกจ่ายค่าจัดซื้อวัสดุสำนักงานของโจทก์สำหรับใช้ในงานพัฒนาและจัดเก็บรายได้จำนวนเงิน 13,864.95 บาท ตรวจสอบแล้วไม่มีใบเสร็จรับเงิน สอบถามเจ้าหนี้แล้วแจ้งว่ายังไม่ได้รับเงินตามฎีกา ฎีกาเบิกจ่ายเงินเพื่อนำไปจัดซื้อวัสดุสำนักงานจำนวนเงิน 9,839 บาท ตรวจสอบแล้วไม่มีใบเสร็จรับเงินและลายมือชื่อผู้รับ ฎีกาเบิกจ่ายเงินค่าสมทบงบประมาณในการจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้ในการดับเพลิงรถยนต์บรรทุกน้ำจำนวน 313,165 บาท ตรวจสอบแล้วไม่มีใบเสร็จรับเงินและลายมือชื่อผู้รับเงิน ฎีกาเบิกจ่ายเงินค่าจัดซื้อวัสดุสำนักงานสำหรับใช้ในงานบริหารทั่วไปของโจทก์

จำนวน 4,840 บาท ตรวจสอบแล้วไม่มีใบเสร็จรับเงิน ฎีกาเบิกจ่ายค่าจัดซื้อตู้เก็บเอกสารจำนวน 2,300 บาท ไม่มีหลักฐานใบเสร็จรับเงินประกอบฎีกา ฎีกาเบิกจ่ายค่าวัสดุสำนักงานจำนวน 8,779 บาท ไม่มีใบเสร็จรับเงิน ฎีกาเบิกจ่ายเงินค่าจัดซื้อวัสดุสำนักงานจำนวน 4,150 บาท ไม่มีใบเสร็จรับเงิน ฎีกาเบิกจ่ายเงินค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย จำนวน 6,327.10 บาท ไม่มีหลักฐานการรับเงินของกรมสรรพากร ฎีกาเบิกจ่ายเงินค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย จำนวน 5,065.42 บาท ตรวจสอบแล้วไม่มีใบเสร็จรับเงิน ฎีกาเบิกจ่ายเงินค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย จำนวน 2,317.76 บาท ตรวจสอบแล้วไม่มีใบเสร็จรับเงิน ส่วนใบเสร็จรับเงินค่าประกันสัญญาก่อสร้างต่อเติมศาลาประจำหมู่บ้านจากห้างหุ้นส่วนจำกัดสันทรายสหไม้ไทย

จำนวน 3,175 บาท จำเลยที่ 1 ไม่นำไปลงบัญชีเงินสดแล้วนำฝากธนาคาร และมีฎีกาเบิกจ่ายที่ไม่มีใบเสร็จรับเงินนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย จำนวน 24.53 บาท ต่อกรมสรรพากร รวมยอดเงินตามฎีกาเบิกจ่ายเงินทั้ง 17 รายการ เป็นเงิน 417,982.46 บาท และคำนวณดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดตั้งแต่วันที่เบิกจ่ายเงินตามฎีกาแต่ละฉบับดังกล่าวถึงวันฟ้องเป็นเงิน 56,138.86 บาท และข้อเท็จจริงยังได้ความตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นด้วยว่า จำเลยที่ 1 ได้จัดทำฎีกาเบิกจ่ายเงินตามฎีกาเบิกจ่ายเงินทั้ง 17 รายการข้างต้นตามลำดับขั้นตอนและระเบียบวิธีปฏิบัติดังกล่าวจนกระทั่งมีการอนุมัติให้เบิกจ่ายแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่นำเงินไปจ่ายให้แก่เจ้าหนี้

กลับนำไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ และศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยที่ 3 ในฐานะหัวหน้าหน่วยงานคลังกับจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดด้วย คดีมีปัญหาที่ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเพียงว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ ได้ความตามพยานหลักฐานโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบโต้เถียงว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีคำสั่งจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 390/2538 แต่งตั้งจำเลยที่ 2 ให้ปฏิบัติหน้าที่สมุห์บัญชีของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2538 และตามหนังสือที่

ชม.61901/2 ลงวันที่ 30 มกราคม 2541 โจทก์ได้ส่งรายละเอียดและหลักฐานเพิ่มเติมชี้แจงต่ออธิบดีกรมบัญชีกลางว่า ขณะเกิดเหตุที่จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์นั้น จำเลยที่ 2 ในฐานะสมุห์บัญชีสุขาภิบาล มีหน้าที่รับผิดชอบช่วยเหลือหน่วยงานคลังปฏิบัติงานฝ่ายการคลังในหน้าที่ของหน่วยงานตามมติ ก.สภ. ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2532 และตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินสุขาภิบาล พ.ศ.2531 ด้วย อีกทั้งนายยงยุทธปลัดสุขาภิบาลโจทก์ก็ได้เบิกความถึงขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่เบิกจ่ายเงินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีของโจทก์ว่า ขั้นตอนในการจัดทำฎีกาเบิกจ่ายเงินนั้น

เริ่มต้นโดยต้องมีการทำบันทึกขออนุมัติจัดซื้อวัสดุผ่านไปทางฝ่ายบริหารของโจทก์ เมื่อได้รับการอนุมัติให้จัดซื้อแล้วก็จะต้องดำเนินการจัดทำฎีกาเพื่อเบิกจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ตามที่อนุมัติ แต่ในการจัดทำฎีกาเบิกจ่ายเงินต้องมีเอกสารประกอบเสนอผ่านไปตามลำดับ โดยผ่านทางหัวหน้าหน่วยการคลังตรวจสอบ แล้วผ่านไปยังสมุห์บัญชีตรวจสอบ และส่งต่อไปยังปลัดสุขาภิบาลเพื่อตรวจสอบเป็นคนสุดทัาย อีกทั้งเมื่อเจ้าหนี้ของโจทก์มารับเงินตามฎีกาเบิกจ่ายแล้ว เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีต้องลงนามรับรองในใบสำคัญคู่จ่ายซึ่งเป็นใบเสร็จรับเงิน และขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะมีการเก็บฎีกาจะต้องมีการเก็บใบเสร็จรับเงินประกอบฎีกาไว้ กับจะต้องมีการตรวจหน้าฎีการวมทั้งตรวจใบเสร็จรับเงินว่าเจ้าหนี้ของโจทก์รับเงินไปแล้วหรือไม่ด้วย ซึ่งขั้นตอนวิธีการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินของโจทก์ตามคำเบิกความของนายยงยุทธดังกล่าวก็สอดคล้องตรงกับรายละเอียดการลงนามปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ปรากฏหลักฐานชัดแจ้งในฎีกาการเบิกจ่ายเงินทั้ง 17 รายการข้างต้น

ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ลงนามในฎีกาเบิกจ่ายเงินทุกฉบับดังกล่าวในฐานะสมุห์บัญชี แต่พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบต่อศาลและจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบโต้เถียง กลับฟังได้เป็นยุติว่า ฎีกาเบิกจ่ายเงินทั้ง 17 รายการนั้น จำเลยที่ 2 ได้ร่วมลงชื่อรับรองการตรวจสอบเอกสารประกอบฎีกาและเสนอเรื่องไปตามลำดับชั้นจนกระทั่งประธานกรรมการของโจทก์อนุมัติให้เบิกจ่ายแล้ว แต่ภายหลังการอนุมัติ จำเลยที่ 2 ซึ่งยังมีหน้าที่ต้องตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งว่ามีใบเสร็จรับเงินประกอบฎีกาหรือไม่นั้น ปรากฏว่าไม่มีใบเสร็จรับเงินประกอบฎีกา แต่กลับปรากฏมีข้อความว่าได้จ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์ไปแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นผู้จ่ายเงินและจำเลยที่ 2 ลงชื่อรับรองว่า

"ตรวจแล้ว" ดังนี้ เห็นว่า ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินสุขาภิบาล พ.ศ.2531 รวมทั้งขั้นตอนและวิธีปฏิบัติราชการเกี่ยวกับการจัดทำฎีกาเบิกจ่ายเงินที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ต้องพิจารณาและตรวจสอบเอกสารประกอบฎีกาทั้งในชั้นตั้งฎีกาขออนุมัติเบิกจ่ายเงิน และในชั้นตรวจจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์ก่อนที่จะเก็บฎีกาไว้เป็นหลักฐานเพื่อการตรวจสอบนั้น เป็นระเบียบปฏิบัติที่กำหนดให้มีเจ้าหน้าที่ของโจทก์หลายฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของโจทก์ต้องร่วมกันปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนของสายงานการควบคุมบังคับบัญชา

ทั้งนี้เพื่อวางระบบการพิจารณาและตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินของโจทก์ให้เป็นไปโดยถูกต้องตามระเบียบราชการ และป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่คนใดโดยลำพังสามารถฉ้อฉลเบิกจ่ายเงินงบประมาณของโจทก์ไปใช้โดยไม่ชอบได้ จึงเป็นระเบียบราชการที่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสมุห์บัญชีของโจทก์อยู่ในบังคับที่จะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด การที่จำเลยที่ 2 ได้ร่วมลงนามในฎีกาเบิกจ่ายเงินทั้ง 17 รายการ รับรองว่าได้ตรวจสอบหลักฐานการจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์แล้ว ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใบเสร็จรับเงินของเจ้าหนี้เป็นหลักฐานประกอบฎีกา อันเป็นเอกสารหลักฐานสำคัญเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 สามารถนำเงินที่อนุมัติให้เบิกจ่ายไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวได้ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการปฏิบัติหน้าที่เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วยเช่นเดียวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ปรากฏว่าการกระทำโดยทุจริตของจำเลยที่ 1 ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาระหว่างเดือนพฤษภาคม 2539 ถึงเดือนสิงหาคม 2540 อันเป็นเวลาคาบเกี่ยวก่อนและหลังวันที่ 15 พฤศจิกายน 2540 อันเป็นวันที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มีผลใช้บังคับ ซึ่งหลักเกณฑ์ความรับผิดของเจ้าหน้าที่ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคนนั้น กฎหมายบัญญัติไว้แตกต่างกัน

กล่าวคือ ก่อนวันที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 จะมีผลใช้บังคับต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยละเมิดซึ่งมีมาตรา 432 บัญญัติไว้ดังนี้ "มาตรา 432 ถ้าบุคคลหลายคนก่อให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นโดยร่วมกันทำละเมิด ท่านว่าบุคคลเหล่านั้นจะต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้น ความข้อนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงกรณีที่ไม่สามารถสืบรู้ตัวได้แน่ว่าในจำพวกที่ทำละเมิดร่วมกันนั้น คนไหนเป็นผู้ก่อให้เกิดเสียหายนั้นด้วย

อนึ่ง บุคคลผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือในการทำละเมิด ท่านก็ให้ถือว่าเป็นผู้กระทำละเมิดร่วมกันด้วย ในระหว่างบุคคลทั้งหลายซึ่งต้องรับผิดร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ท่านว่าต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่โดยพฤติการณ์ ศาลจะวินิจฉัยเป็นประการอื่น" แต่เมื่อพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 แล้ว ความในมาตรา 8 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติเป็นคุณแก่เจ้าหน้าที่ว่า "ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น" ยิ่งไปกว่านั้น

ความในวรรคสองยังบัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามวรรคหนึ่งจะมีได้เพียงใด ให้คำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์โดยมิต้องให้ใช้เต็มจำนวนของความเสียหายก็ได้" เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำการทุจริตต่อโจทก์ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2539 อันเป็นเวลาก่อนที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 จะมีผลใช้บังคับซึ่งต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 432 เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระถึงวันฟ้องเป็นเงิน 51,133.44 บาท จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์โดยทำละเมิดด้วย จึงต้องรับผิดร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้กับจำเลยที่ 1 ด้วย

สำหรับการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2539 ภายหลังจากวันที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มีผลใช้บังคับแล้ว จำเลยที่ 1 กระทำการทุจริตเป็นเหตุให้โจทก์เสียหายเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระถึงวันฟ้องเป็นเงิน 404,072.02 บาท ซึ่งการกระทำทุจริตของจำเลยที่ 1 ในช่วงนี้ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เพราะจำเลยที่ 2 ได้ลงนามในใบตั้งฎีกาเบิกจ่ายเงิน และร่วมกับจำเลยที่ 4 ลงนามรับรองว่าได้ตรวจสอบหลักฐานการจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์แล้ว ทั้ง ๆ ที่ไม่มีหลักฐานใบเสร็จรับเงินของเจ้าหนี้เป็นหลักฐานประกอบฎีกา ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นหัวหน้าหน่วยงานคลังมีหน้าที่ดูแลการตั้งฎีกาเบิกจ่ายเงินโดยตรง จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ต่างมีส่วนประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

อันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 กระทำการโดยทุจริตต่อโจทก์ได้ เมื่อจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ตรวจสอบใบตั้งฎีกาเบิกจ่ายเงิน และมีหน้าที่ต้องตรวจสอบหลักฐานการจ่ายเงินด้วย จึงให้รับผิดเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งของยอดเงินส่วนนี้เป็นเงิน 202,036.01 บาท จำเลยที่ 3 มีหน้าที่ตรวจสอบใบตั้งฎีกาเบิกจ่ายเงิน ส่วนจำเลยที่ 4 มีหน้าที่ตรวจสอบการจ่ายเงินจึงให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 รับผิดคนละหนึ่งในสี่ของยอดเงินดังกล่าวเป็นเงินคนละ 101,018 บาท ส่วนการละเมิดของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2540 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2540 อันเป็นเวลาภายหลังวันที่พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มีผลใช้บังคับแล้วเช่นกัน ซึ่งทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงิน 18,915.86 บาท

นั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 มิได้ร่วมลงนามว่าได้ตรวจสอบหลักฐานการจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในส่วนนี้ ส่วนจำเลยที่ 3 ได้ลงนามในใบตั้งเบิกฎีกาทั้งมีหน้าที่ควบคุมการเบิกจ่ายเงินของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 จัดทำขึ้นกลับปล่อยปละละเลยไม่ทำหน้าที่ดังกล่าว จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย โดยเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดหนึ่งในสี่เป็นเงิน 4,728.96 บาท เมื่อหลักเกณฑ์ความรับผิดของจำเลยทั้งสี่เป็นดังที่ได้วินิจฉัยมา การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 51,133.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว คิดตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 422,987.88 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว คิดตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยยอดเงินส่วนหลังนี้ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในต้นเงิน 202,036.01 บาท จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในต้นเงิน 105,746.96 บาท และให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในต้นเงิน 101,018 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ชดใช้พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวคิดตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นไปจนว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธานิศ เกศวพิทักษ์ · บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย · เฉลิมชัย ตันตยานนท์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายชำนาญ อินทะศร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายชุติมนต์ โพธิเดช
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1735/2547
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้