Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8738/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ที่ 1 เป็นคู่หมั้น โจทก์ที่ 2 เป็นมารดาโจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิฟ้องเรียกร้องค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสามฐานผิดสัญญาหมั้น ซึ่งเป็นคดีมิใช่เกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว แต่เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน แม้การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและฟ้องซ้อนจะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้คู่ความสามารถยกขึ้นว่ากล่าวภายหลังได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง ก็ตาม แต่จะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้จากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นจากพยานนอกเรื่องนอกประเด็น ไม่เกี่ยวกับคู่ความที่จะต้องนำสืบหรือมีข้อกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง ศาลจะรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเพื่อใช้ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายไม่ได้ จำเลยที่ 2 เป็นมารดาของจำเลยที่ 1 มาร่วมเจรจาและรับรู้วันประกอบพิธีหมั้น อันเป็นธรรมเนียมประเพณีไทยที่ต้องมีผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงและฝ่ายชายมารับรู้การหมั้น ถือว่า จำเลยที่ 2 เป็นคู่สัญญาหมั้นรายนี้แล้ว ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นน้องชายของจำเลยที่ 2 ถือเป็นญาติผู้ใหญ่ที่มาร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อเป็นเกียรติแก่การหมั้นเท่านั้น จำเลยที่ 3 จึงมิใช่คู่สัญญาในการหมั้นครั้งนี้แต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่แน่ชัดว่าโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ถอนหมั้นกันเมื่อใดแต่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ได้แจ้งเรื่องถอนหมั้นให้ประธานในพิธีหมั้นทราบแล้ว ก็ถือว่า โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้มีการถอนหมั้นกันอย่างเป็นทางการในวันที่จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ที่ 2 ทราบ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2546 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษายกฟ้องเพราะฟ้องโจทก์ทั้งสองไม่อยู่ในเขตอำนาจโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะยื่นฟ้องใหม่ยังศาลที่มีเขตอำนาจ ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์ทั้งสองจึงยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ คดีโจทก์ทั้งสองไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 ที่ให้สิทธิโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องใหม่ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท และใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 170,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูกโจทก์ทั้งสอง) โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 1 ได้หมั้นโจทก์ที่ 1 ด้วยแหวนเพชร 1 วง ราคา 240,000 บาท โดยตกลงจะแต่งงานกันภายหลังจากโจทก์ที่ 1 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกแล้ว แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ถอนหมั้นโจทก์ที่ 1 โดยคดีนี้โจทก์ที่ 1 อ้างว่าการผิดสัญญาหมั้นของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายแก่กายและชื่อเสียงและจากการจัดการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพหรือทางทำมาหาได้ จึงเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดชดใช้ค่าทดแทนความเสียหายเป็นเงินรวม 2,802,800 บาท ส่วนโจทก์ที่ 2 เรียกค่าเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงเป็นเงิน 197,200 บาท แม้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองต่างเกิดจากการผิดสัญญาหมั้น แต่เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท และใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 170,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ที่ 2 ฎีกา ขอให้พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และให้ชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 ฎีกาว่าไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองตามฟ้อง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาของโจทก์ที่ 2 และทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ที่ 2 ไม่เกินสองแสนบาททั้งมิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 1 ฎีกาดังกล่าวเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ที่ 2 และฎีกาของจำเลยที่ 1 ในส่วนของโจทก์ที่ 2 มานั้นไม่ชอบ

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่เห็นควรวินิจฉัยเป็นข้อแรกว่า การดำเนินคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและเป็นฟ้องซ้อนกับคดีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 411/2546 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสามมิได้ยกปัญหาข้อกฎหมายนี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การและไม่นำสืบถึงคดีดังกล่าวเลยเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา แม้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้คู่ความสามารถยกขึ้นว่ากล่าวภายหลังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่คู่ความจะยกขึ้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง

จะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นจากพยานนอกเรื่องนอกประเด็นไม่เกี่ยวกับคู่ความที่จะนำสืบหรือมีข้อกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง ศาลจะรับฟังมาวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายตามบทมาตราดังกล่าวมิได้เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกระบวนพิจารณาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคู่สัญญาหมั้นด้วยหรือไม่ ในข้อนี้จำเลยที่ 2 เบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 1 รับจำเลยที่ 2 ไปที่บ้านโจทก์ที่ 2 เพื่อไปรับฟังเรื่องที่จำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ 1 จะหมั้นกันและโจทก์ที่ 2 พูดกับจำเลยที่ 2 ว่า ให้จำเลยที่ 2 พาผู้ใหญ่ฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาในงานโดยคาดคั้นว่าถึงอย่างไรก็ต้องไปหาผู้ใหญ่มาเป็นเกียรติในงานหมั้นต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2542 โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้ประกอบพิธีหมั้น โดยจำเลยที่ 2 ไปงานหมั้น และมีจำเลยที่ 3 อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นน้องชายของจำเลยที่ 2 ไปร่วมงานโดยเดินทางด้วยเครื่องบินจากจังหวัดเชียงใหม่ และกลับจังหวัดเชียงใหม่ในตอนเย็นวันเดียวกัน

เห็นว่า การหมั้นเป็นสัญญาซึ่งฝ่ายชายทำกับฝ่ายหญิงโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อชายกับหญิงจะทำการสมรสกัน การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาจำเลยที่ 1 ไปร่วมเจรจาที่บ้านโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาโจทก์ที่ 1 และรับรู้วันประกอบพิธีหมั้น ทั้งไปร่วมงานหมั้นในฐานะมารดาจำเลยที่ 1 อันเป็นธรรมเนียมประเพณีไทยที่ต้องมีผู้ใหญ่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงรับรู้การหมั้น ดังนั้น จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นคู่สัญญาหมั้นรายนี้แล้ว ส่วนจำเลยที่ 3 คงเป็นญาติผู้ใหญ่มาร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อเป็นเกียรติแก่พิธีหมั้นเท่านั้น จำเลยที่ 3 จึงมิใช่คู่สัญญาหมั้นแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ที่ 1 จึงฟังขึ้นแต่บางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า เหตุแห่งการผิดสัญญาหมั้นเกิดจากโจทก์ที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่า เหตุที่บอกเลิกสัญญาหมั้นเพราะมีเหตุสำคัญอันเกิดจากโจทก์ที่ 1 โดยโจทก์ที่ 1 เคยชวนให้จำเลยที่ 1 มีกิจกรรมทางเพศและชอบจับอวัยวะเพศของจำเลยที่ 1 ปลุกอารมณ์จนสำเร็จความใคร่ ซึ่งทำให้จำเลยที่ 1 แคลงใจว่า โจทก์ที่ 1 จะใช่สาวบริสุทธิ์หรือไม่ ซึ่งโจทก์ที่ 1 ยังสบประมาทจำเลยที่ 1 ว่า บ่มิไก๊ และว่าจำเลยที่ 1 เป็นพวกรักร่วมเพศ นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 ไม่ให้ความเคารพจำเลยที่ 2 และว่าเป็นผู้ใหญ่ไม่มีความยุติธรรม ทั้งเรียกขานจำเลยที่ 2 ว่าแม่ศรี ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้จำเลยที่ 2 เมื่อต้องเลือกระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงเลือกจำเลยที่ 2 เห็นว่า

โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 เป็นคู่หมั้นกัน ย่อมมีความผูกพันสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกันยิ่งกว่าธรรมดา อีกทั้งจำเลยที่ 1 ไปค้างที่บ้านโจทก์ทั้งสองหลายครั้ง และโจทก์ที่ 1 ก็ไปค้างที่คอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 ด้วยเช่นกัน ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแล้วจึงเลื่อนลอยไม่สมเหตุสมผลและไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ดังนั้น การบอกเลิกสัญญาหมั้นของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เพราะมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่โจทก์ที่ 1 หญิงคู่หมั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 มีว่า โจทก์ที่ 1 สมควรได้ค่าทดแทนหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1440 บัญญัติว่า

ค่าทดแทนนั้นอาจเรียกได้ ดังต่อไปนี้ (1) ทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิงนั้น (2) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้น บิดามารดา หรือบุคคลผู้กระทำการในฐานะเช่นบิดามารดาได้ใช้จ่ายหรือต้องตกเป็นลูกหนี้เนื่องในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร (3) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สินหรือการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพหรือทางทำมาหาได้ของตนไปโดยสมควรด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรส ฯลฯ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ระหว่างหมั้นโจทก์ที่ 1 กำลังศึกษาต่อระดับปริญญาเอกซึ่งจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นกำลังใจสำคัญในการสนับสนุนการศึกษา การถอนหมั้นย่อมเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้โจทก์ที่ 1 ต้องอับอายเสื่อมเสียต่อเกียรติยศชื่อเสียงทั้งยังเป็นสาเหตุให้โจทก์ที่ 1 ไม่สำเร็จการศึกษาอันมีผลต่ออนาคตของโจทก์ที่ 1 ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท

นับว่าเหมาะสมแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นข้อสุดท้ายตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกามีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 มีเรื่องทะเลาะกันอยู่เสมอ ซึ่งจำเลยที่ 1 มักจะพูดเรื่องถอนหมั้น แต่หลังจากนั้นก็กลับมาคืนดีกันดังเดิม เมื่อเดือนธันวาคม 2542 โจทก์ที่ 1 ก็ไปช่วยงานศพของบิดาจำเลยที่ 1 เดือนพฤศจิกายน 2543 จำเลยที่ 1 ยังเป็นช่างภาพในงานแต่งงานน้องชายโจทก์ที่ 1 และเดือนพฤษภาคม 2544 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังพาโจทก์ที่ 1 ไปเยี่ยมจำเลยที่ 3 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ข้อเท็จจริงจึงยังไม่แน่ชัดว่ามีการถอนหมั้นกันจริงจังหรือไม่

จนกระทั่งวันที่ 25 มกราคม 2545 จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ได้แจ้งเรื่องถอนหมั้นให้นาวาอากาศโททินกร ซึ่งเป็นประธานในพิธีหมั้นทราบแล้ว ดังนี้ กรณีต้องถือว่า โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ได้มีการถอนหมั้นกันอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2545 ซึ่งเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2545 โจทก์ทั้งสองได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2546 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษายกฟ้องว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลแพ่งกรุงเทพใต้โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะยื่นคำฟ้องใหม่ยังศาลที่มีเขตอำนาจ ต่อมาโจทก์ทั้งสองจึงฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง

บัญญัติว่า ในกรณีที่คดีนั้นศาลไม่รับหรือคืนหรือให้ยกคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลหรือศาลให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ และปรากฏว่าอายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณา หรือจะครบกำหนดภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ดังนั้น การฟ้องคดีนี้ของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการฟ้องภายในกำหนดอายุความตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวแล้ว คดีของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฎีกาของโจทก์ที่ 2 และฎีกาของจำเลยที่ 1 ในส่วนของโจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาสำหรับโจทก์ที่ 2 ทั้งหมด และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะในส่วนของโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ · สุรภพ ปัทมะสุคนธ์ · สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้