Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8730/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

มูลเหตุที่มีการออกเช็คพิพาทมาจากการที่โจทก์มีนิติสัมพันธ์กับบริษัท ฟ. ตามสัญญาตั้งตัวแทนในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ซึ่งคู่สัญญามีเฉพาะโจทก์กับบริษัท ฟ. เท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ เพื่อเป็นประกันในการที่บริษัท ฟ. จะต้องปฏิบัติตามสัญญา และเมื่อบริษัท ฟ. เป็นฝ่ายผิดสัญญาก็ต้องมีหน้าที่คืนเงินจำนวน 500,000 บาท แก่โจทก์ หากบริษัทดังกล่าวไม่ชำระคืน โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิบังคับเอาจากเช็คพิพาทได้ หลังจากโจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่บริษัท ฟ. ป. ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท ฟ. และ บ. ผู้จัดการฝ่ายขายรวมทั้งจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงโจทก์แล้ว ต่อมาโจทก์ได้ถอนคำร้องทุกข์เฉพาะบริษัท ฟ. และ ป. โดยให้เหตุผลว่าได้รับการชดใช้เงินคืนจากบุคคลดังกล่าวจนเป็นที่พอใจแล้ว เมื่อโจทก์ได้รับเงินคืนจากบริษัท ฟ. และป. รวมจำนวนถึง 500,000 บาทเศษ ย่อมทำให้มีเหตุผลเชื่อได้ว่าโจทก์พอใจที่ได้รับเงินไม่ต่ำกว่าจำนวนเงิน 500,000 บาท ที่โจทก์ลงทุนไป จึงได้ถอนคำร้องทุกข์ ซึ่งแม้จะมิได้ถอนคำร้องทุกข์ให้แก่จำเลยทั้งสองด้วย ก็เป็นเพียงโจทก์ยังมีเจตนาให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองต่อไปเท่านั้น ส่วนความรับผิดทางแพ่งของจำเลยทั้งสองกับหลักประกันสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัท ฟ. ย่อมเป็นอีกกรณีหนึ่ง เมื่อโจทก์พอใจตามที่ตกลงกันได้กับ ป. มูลหนี้ในทางแพ่งจึงระงับ ฉะนั้น เมื่อบริษัท ฟ. หลุดพ้นจากความรับผิดแล้วเช็คพิพาทที่เป็นเพียงหลักประกันการชำระหนี้ระหว่างบริษัท ฟ. กับโจทก์ก็ย่อมไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยทั้งสองในฐานะผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังต้องรับผิดต่อโจทก์อีกต่อไป

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 333,334 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 333,334 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง(วันที่ 27 มกราคม 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน จำเลยที่ 1 เป็นญาติกับโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานของบริษัทฟอร์จูนเกท จำกัด เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2538 โจทก์ทำสัญญาให้บริษัทดังกล่าวเป็นตัวแทนในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในจำนวนเงินลงทุน 500,000 บาท

ได้ผลตอบแทน 30,000 บาท ต่อเดือน มีกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2538 จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขานนทบุรี จำนวนเงิน 500,000 บาท ไม่ลงวันที่สั่งจ่าย โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังมอบให้แก่โจทก์ เนื่องในการทำสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทดังกล่าว ต่อมาบริษัทดังกล่าวจ่ายเงินตอบแทนตามสัญญาให้แก่โจทก์เพียงช่วงระยะหนึ่งแล้วหยุดอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์จึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ดำเนินคดีแก่บริษัทฟอร์จูนเกท จำกัด นายปัญญา แสงวิภารัตน์ กรรมการ นายบุญลือ อินทกุล ผู้จัดการฝ่ายขาย และจำเลยทั้งสองแต่ต่อมาได้ถอนคำร้องทุกข์เฉพาะบริษัทดังกล่าวและนายปัญญาเนื่องจากได้เจรจาตกลงกันและนายปัญญาคืนเงินจำนวน 166,666 บาทให้แก่โจทก์

ส่วนจำเลยทั้งสองถูกฟ้องคดีอาญาต่อศาลแขวงพระนครเหนือในข้อหาฉ้อโกง ศาลพิพากษายกฟ้องและถูกฟ้องคดีแพ่งให้รับผิดตามตั๋วเงินเป็นคดีนี้คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เช็คพิพาทมีมูลหนี้ที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า มูลเหตุที่มีการออกเช็คพิพาทมาจากการที่โจทก์มีนิติสัมพันธ์กับบริษัทฟอร์จูนเกทจำกัด ตามสัญญาตั้งตัวแทนในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ซึ่งคู่สัญญามีเฉพาะโจทก์กับบริษัทดังกล่าวเท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันในการที่บริษัทดังกล่าวจะต้องปฏิบัติตามสัญญาและเมื่อบริษัทดังกล่าวเป็นฝ่ายผิดสัญญาก็ต้องมีหน้าที่คืนเงินจำนวน500,000 บาท แก่โจทก์

หากบริษัทดังกล่าวไม่ชำระคืน โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิบังคับเอาจากเช็คพิพาท ได้แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์ตอบคำถามค้านของทนายความจำเลยทั้งสองว่าหลังจากโจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่บริษัทดังกล่าว นายปัญญาและนายบุญลือเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2539 และร้องทุกข์เพิ่มเติมให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2539 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ ต่อมาวันที่ 15 เดือนเดียวกัน โจทก์ก็ได้ถอนคำร้องทุกข์เฉพาะบริษัทดังกล่าวและนายปัญญาโดยให้เหตุผลว่าโจทก์ได้รับการชดใช้เงินคืนจากบุคคลดังกล่าวจนเป็นที่พอใจแล้วกับโจทก์ยังเบิกความรับว่า โจทก์ได้รับผลประโยชน์จากบริษัทเป็นเงินประมาณ 344,000 บาทในการลงทุนตามสัญญา

ทำให้เห็นได้ว่าเมื่อรวมกับเงินจำนวน 166,666บาท ที่นายปัญญายินยอมชำระคืนแก่โจทก์อันเป็นเหตุให้โจทก์ถอนคำร้องทุกข์นั้น โจทก์ได้รับเงินจากบริษัทดังกล่าวจำนวนถึง 500,000บาทเศษ ย่อมทำให้มีเหตุผลเชื่อได้ว่าโจทก์พอใจที่ได้รับเงินไม่ต่ำกว่าจำนวนเงิน 500,000 บาท ที่โจทก์ลงทุนไป จึงได้ถอนคำร้องทุกข์ซึ่งแม้จะมิได้ถอนคำร้องทุกข์ให้แก่จำเลยทั้งสองด้วยก็เป็นเพียงโจทก์ยังมีเจตนาให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองต่อไปเท่านั้น ส่วนความรับผิดทางแพ่งของจำเลยทั้งสองในฐานะผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังเช็คพิพาท กับหลักประกันสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทดังกล่าวย่อมเป็นอีกกรณีหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์พอใจตามที่ตกลงกันได้กับนายปัญญากรรมการของบริษัทดังกล่าว

มูลหนี้ในทางแพ่งจึงระงับฉะนั้น เมื่อบริษัทดังกล่าวหลุดพ้นจากความรับผิดแล้วเช็คพิพาทที่เป็นเพียงหลักประกันการชำระหนี้ระหว่างบริษัทดังกล่าวกับโจทก์ก็ย่อมไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยทั้งสองในฐานะผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังต้องรับผิดต่อโจทก์อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมชาย จุลนิติ์ · วิเทพ ศิริพากย์ · ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6305/2548

เช็คพิพาทที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายมีการขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" ออก แล้วเขียนคำว่า "สด" ลงไปในช่องว่างหลังคำว่า "จ่าย" ย่อมมีผลทำให้เช็คพิพาทไม่มีชื่อหรือยี่ห้อของผู้รับเงิน หรือคำจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ผ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1375/2546

คำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ว่าโจทก์ได้เช็คพิพาทไว้ในครอบครองโดยทุจริตนั้นทุจริตอย่างไรก็ไม่ได้กล่าวไว้ชัด ที่ว่าคบคิดกับบุคคลอื่น บุคคลอื่นนั้น เป็นผู้ทรงเช็คคนก่อนหรือไม่ หรือเป็นผู้ใดไม่ปรากฏ ที่ว่าโจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2921/2540

จำเลยออกเช็คนำไปแลกเงินสดจากโจทก์แม้การออกเช็คของจำเลยดังกล่าวจะมิใช่เป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.25…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 698/2537

แม้โจทก์จะไม่ได้ส่งสำเนาเอกสารทั้งหมดหรือบางส่วนโดยเฉพาะด้านหลังเช็คที่มีลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 สลักหลังไว้ให้แก่จำเลยที่ 3 ก่อนวันสืบพยานตามที่ระบุไว้ในมาตรา 90(เดิม) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5766/2537

เมื่อเช็คพิพาทมีรายการครบถ้วนตาม ป.พ.พ.มาตรา 988 แม้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วก็ยังคงเป็นเช็คตามมาตรา 987 จำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายและจำเลยที่ 2 ที่ 3 ผู้สลักหลังยังคงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คพิพาทตา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้