Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 872/2510

พ.ศ. 2510 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยใช้ปืนยิงเด็กซึ่งส่องไฟหากบที่ริมรั้วบ้านจำเลยถึงแก่ความตายโดยจำเลยสำคัญผิดว่าเป็นคนร้ายจะมาฆ่าพี่จำเลย เป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288,69 ความสำคัญผิดว่ามีภยันตรายอันต้องป้องกันนั้น เป็นความสำคัญผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 62 ไม่ใช่มาตรา 61 ความสำคัญผิดตามมาตรา 61 เป็นเรื่องสำคัญผิดในตัวบุคคลซึ่งแม้จะกระทำต่อบุคคลใดก็เป็นผิดทั้งนั้น ส่วนความสำคัญผิดตามมาตรา 62 นั้น เป็นความสำคัญผิดซึ่งทำให้การกระทำไม่เป็นความผิด หรือทำให้ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษหรือได้รับโทษน้อยลงได้ จำเลยยิงคนตายโดยสำคัญผิดว่าเป็นคนร้าย เป็นการกระทำโดยเจตนาแต่เป็นการป้องกันซึ่งเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน จึงเป็นผิดตามมาตรา 288,69 และความสำคัญผิดนั้นก็เกิดโดยความประมาทของจำเลย เช่นนี้จำเลยย่อมผิดฐานทำให้คนตายโดยประมาท โดยผลของมาตรา 62วรรคสอง ด้วย กรณีเช่นนี้เป็นเรื่องกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท จึงต้องลงโทษในเรื่องฆ่าโดยป้องกันเกินกว่ากรณี อันเป็นบทหนักตามมาตรา 90 แต่ถ้าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ ซึ่งไม่เป็นความผิดก็คงเหลือเพียงความผิดในส่วนที่สำคัญผิดโดยประมาทตามมาตรา 62วรรคสอง คือความผิดฐานทำให้คนตายโดยประมาทตามมาตรา 291 ฐานเดียว ผู้ที่กระทำการป้องกันด้วยกันหาได้ร่วมกันกระทำผิดไม่ เมื่อผลของการกระทำของผู้นั้นไม่เป็นอันตรายแก่ผู้ใด ผู้นั้นก็ย่อมไม่มีความผิด แม้ว่าผู้ร่วมป้องกันคนอื่นจะได้รับโทษฐานป้องกันเกินกว่ากรณีจากผลแห่งการกระทำส่วนของคนอื่นนั้นก็ตาม (ประชุมใหญ่ ครั้งที่10/2510)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยร่วมกันใช้ปืนยิงเด็กชายเหยียวฮุยถึงแก่ความตาย โดยสำคัญผิดว่าเป็นคนร้ายจะมาฆ่านายพัวพี่จำเลยขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83 และริบปืนของกลางจำเลยที่ 1 ให้การว่าได้ยิงเด็กชายเหยียวฮุยตายจริง โดยสำคัญผิดว่าเป็นคนร้ายจะมาฆ่าพี่ชาย จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ยิง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า เพียงแต่จำเลยสงสัยว่ามีคนร้ายมาที่นอกรั้วบ้าน จำเลยก็ใช้ปืนยิงไปถูกคนตายเช่นนี้ จำเลยต้องมีผิดฐานฆ่าคนโดยเจตนาพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 83 วางโทษจำคุกจำเลยคนละ 18 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78, คงจำคุกคนละ 9 ปี ริบปืนของกลางจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพฤติการณ์ที่เด็กชายเหยียวฮุยกับพวกมาส่องไฟจับกบนั้นย่อมไม่ใช่ลักษณะเดียวกับคนที่จะไปทำร้ายผู้อื่น เพราะไม่น่าจะมีคนร้ายเดินจุดไฟส่องมาเรื่อย ๆ จนถึงรั้วบ้านผู้ที่ตนจะทำร้าย ถ้าจำเลยที่ 1ได้ใช้ความระมัดระวังพอสมควรแล้ว น่าจะรู้ว่าแสงไฟที่ส่องมาถึงริมรั้วบ้านของตนเป็นแสงไฟส่งหากบไม่ใช่เพื่อจะทำร้ายจำเลยหรือนายพัว

การที่จำเลยที่ 1 ยิงไปเช่นนี้เป็นการกระทำโดยประมาทขาดความระมัดระวังอันพึงมีตามควรแก่พฤติการณ์ จำเลยที่ 1 จึงมีผิดฐานทำให้เด็กชายเหยียวฮุยถึงแก่ความตายโดยประมาท มิใช่กระทำโดยเจตนาตามฟ้อง ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาต่างกับฟ้อง ลงโทษจำเลยที่ 1 ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรค 2 ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมในการยิงปืนไปถูกเด็กชายเหยียวฮุยด้วย จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยทั้งสองคน ริบของกลางอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ทำความเห็นแย้ง ไม่เห็นโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ในข้อที่ว่า ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาต่างกับฟ้องลงโทษไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรค 2 โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เห็นว่า

การที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าเด็กชายเหยียวฮุยนั้น เป็นการแสดงว่าจำเลยตั้งใจยิงคนที่ตนยิงนั้นเอง แต่เมื่อบรรยายฟ้องต่อไปว่ายิงโดยสำคัญผิดคิดว่าเป็นคนร้าย ความสำคัญผิดย่อมลบล้างเจตนาฆ่าอยู่ในตัว จึงหาเป็นการแตกต่างกับฟ้องไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

อนึ่ง ความสำคัญผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเกิดขึ้นโดยประมาทนี้ ย่อมเป็นผลให้จำเลยที่ 1 ได้รับโทษฐานทำให้คนตายโดยประมาท โดยผลของกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นพิเศษในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรค 4 สมควรลงโทษจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี แต่เป็นความเห็นฝ่ายข้างน้อย ไม่มีผลบังคับโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงไปถูกเด็กชายเหยียวฮุยซึ่งมาส่องกบถึงแก่ความตาย โดยจำเลยสำคัญผิดว่าเป็นคนร้ายจะมาฆ่านายพัวพี่จำเลย ปัญหามีว่าจำเลยจะมีความผิดสถานใดศาลฎีกาได้ปรึกษาปัญหานี้ในที่ประชุมใหญ่แล้วเห็นว่า

กรณีเช่นนี้จะปรับบทด้วยมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายอาญามิได้ เพราะกรณีตามมาตรา 61 นั้น เป็นเรื่องกระทำต่อบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิดว่าเป็นบุคคลอีกคนหนึ่ง ซึ่งแม้จะกระทำต่อบุคคลใดก็เป็นผิดทั้งนั้นต่างกับมาตรา 62 อันเป็นเรื่องสำคัญผิดซึ่งถ้ามีอยู่จริงจะทำให้การกระทำไม่เป็นความผิด หรือทำให้ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ หรือได้รับโทษน้อยลงได้ กรณีแห่งคดีนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญผิดในตัวบุคคลแต่เป็นเรื่องสำคัญผิดว่าผู้ตายเป็นคนร้ายจะมาฆ่าพี่ชายตน ซึ่งถ้าหากเป็นคนร้ายจริง จำเลยย่อมมีสิทธิป้องกันภยันตรายนั้นได้โดยไม่เป็นความผิดมาตรา 68 หรือถ้าเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ศาลก็อาจลงโทษน้อยลงกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ตามมาตรา 69 แม้ว่าภยันตรายนั้นจะไม่มีจริง แต่มาตรา 62 ก็ได้บัญญัติให้วินิจฉัยการกระทำของจำเลยโดยถือเสมือนว่า

มีภยันตรายเกิดขึ้นตามที่จำเลยสำคัญผิดนั้น อันเป็นเหตุให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดหรือได้รับโทษน้อยลงได้แล้วแต่กรณีอนึ่ง ในกรณีเดียวกันนี้ มาตรา 62 วรรค 2 ได้บัญญัติไว้ด้วยว่า ถ้าความสำคัญผิดเกิดขึ้นโดยความประมาท ให้ผู้กระทำรับผิดฐานกระทำโดยประมาทด้วย คือ มีความผิดทั้งในการกระทำโดยเจตนาตามวรรคแรกและมีความผิดในส่วนที่สำคัญผิดโดยประมาทตามวรรค 2 ด้วยเช่นนี้ จะปรับบทลงโทษจำเลยอย่างใดศาลฎีกาเห็นว่า ถ้าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุซึ่งโทษชั้นสูงหนักกว่าโทษขั้นสูงของความผิดฐานประมาทก็เป็นเรื่องกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทซึ่งต้องลงโทษฐานป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามมาตรา 288, 69 แต่ถ้าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุซึ่งไม่เป็นความผิด

ก็คงเหลือเพียงความผิดในส่วนที่สำคัญผิดโดยประมาทตามมาตรา 62 วรรค 2 คือ ต้องลงโทษฐานทำให้คนตายโดยประมาทการที่จำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงเด็กชายเหยียวฮุยซึ่งส่องไฟหากบในคดีนี้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยการกระทำของจำเลยดังกล่าวโดยที่ประชุมใหญ่แล้ว เห็นว่า เหตุแห่งการป้องกันมีอยู่โดยจำเลยสำคัญผิดว่ามีคนร้ายจะมาฆ่านายพัวพี่จำเลย แต่คนร้ายยังไม่ทันเข้ามาในรั้วและจะเข้ามาจริงหรือไม่ก็ยังไม่แน่ จำเลยที่ 1 ก็กำบังตัวเองอยู่ในสระน้ำห่างรั้วประมาณ 7 วา นายพันพี่จำเลยก็อยู่ถึงในห้องเรือนห่างไกลออกไป ทั้งในที่นั้นก็มืดซึ่งคนร้ายไม่เห็นจำเลยและนายพัวส่วนจำเลยเห็นคนร้าย แต่คนร้ายยังไม่มีกิริยาอาการว่าจะทำอันตรายโดยวิธีใด การที่จำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงไปถึงตาย

เช่นนี้เป็นการกระทำโดยเจตนาแต่เป็นการป้องกันอันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน จึงมีความผิดตามมาตรา 288, 69 ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเพียงใดก็ได้ และแม้จำเลยจะสำคัญผิดโดยประมาทดังศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ก็เป็นความผิดที่มีโทษต่ำกว่าปัญหาเรื่องฟ้องของโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษฐานประมาทหรือไม่ จึงเป็นอันหมดไปสำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งแก้ว่าได้ยิงปืนไปทางอื่นไม่ใช่ด้านที่เด็กชายเหยียวฮุยอยู่ และกระสุนปืนไม่ถูกผู้ใดนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าผู้ที่กระทำการป้องกันด้วยกันหาได้ร่วมกันกระทำผิดไม่ เมื่อผลของการกระทำของผู้ที่ป้องกันคนนั้นไม่เป็นอันตรายแก่ผู้ใด ก็ย่อมไม่เกินกว่าเหตุและไม่เกินกว่ากรณี จึงไม่เป็นความผิดอาวุธปืนที่จำเลยทั้งสองใช้ยิงนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดและปืนที่จำเลยที่ 2 ใช้ยิงก็เป็นปืนมีทะเบียนจึงไม่ริบ ส่วนปืนที่จำเลยที่ 1 ใช้ยิงนั้นเป็นปืนที่นายพัวให้มาใช้ป้องกันภยันตราย มิใช่ให้มาสำหรับการกระทำผิด และในสำนวนก็มิได้ปรากฏว่าเป็นปืนที่มีไว้โดยผิดกฎหมาย จึงไม่ควรริบพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 69 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มี กำหนด 2 ปี ปืนของกลางไม่ริบ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พจน์ ปุษปาคม · วงษ์ วีระพงศ์ · พยุง วัฒนสิงหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้