คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องว่าในการยกที่ดินให้จำเลยมีสัญญาและเงื่อนไขว่า จำเลยต้องให้ข้าวเปลือกแก่โจทก์ 10 ถังทุกปี และต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์กับสามีไปตลอดชีวิตนั้นเท่ากับว่าไม่ใช่เป็นการให้โดยเสน่หา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 521 แต่เป็นการให้โดยมีค่าภารติดพันตามมาตรา 535 ซึ่งโจทก์จะฟ้องขอถอนคืนการให้เพราะเหตุเนรคุณไม่ได้ นอกจากนี้การที่โจทก์ยกที่ดินทั้งสองแปลงให้จำเลยก็ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่นิติกรรมการให้จึงไม่สมบูรณ์ถือว่าไม่มีนิติกรรมการให้ต่อกันแต่จำเลยได้ที่ดินโดยการสละและส่งมอบการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377, 1378 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยไปโอนที่ดินพิพาทคืน ขอให้ศาลยกฟ้องโจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์เข้าเป็นเจ้าของร่วมในที่ดิน น.ส.3 ก. ทะเบียนเลขที่ 2055ตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยให้โจทก์มีส่วนหนึ่งในห้าของที่ดินแปลงนี้ หากจำเลยไม่ยินยอมไปจดทะเบียนก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่า จำเลยเป็นบุตรีโจทก์ เดิมโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า 2 แปลง เป็นที่นาและที่สวน ต่อมาโจทก์ได้ยกที่ดินดังกล่าวให้จำเลยและบุตรีอีก 2 คน แบ่งกันเป็นสัดส่วนโดยมิได้ทำสัญญายกให้เป็นหนังสือ ในปี 2519 จำเลยได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน ที่ได้รับมาทั้งสองแปลงตาม น.ส.3 ก.เลขทะเบียนที่ 2055 และ 1333 ต่อมาโจทก์ได้ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวเรียกที่ดินซึ่งเป็นที่นาคืนจำเลยได้รับหนังสือแล้วมิได้โอนที่ดินคืนให้โจทก์ ประเด็นในชั้นฎีกามีว่า การยกให้นี้เป็นการยกให้ในลักษณะใด และโจทก์มีสิทธิถอนคืนการให้ที่ดิน น.ส.3 ก.เลขทะเบียนที่ 2055 หรือไม่ สำหรับประเด็นที่ว่า การยกให้เป็นไปโดยลักษณะใดนั้น โจทก์จำเลยโต้เถียงกันโดยโจทก์นำสืบว่า ได้มีการตกลงกันเป็นเงื่อนไขว่าจำเลยต้องให้ข้าวเปลือกโจทก์ปีละ 10 ถังส่วนจำเลยนำสืบว่าไม่มีข้อตกลงดังกล่าว ประเด็นนี้ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ยกที่ดินให้จำเลยโดยมีค่าภารติดพัน
ศาลฎีกาเห็นว่าค่าภารติดพันในที่ดินนี้ต้องเป็นภารติดพันเกี่ยวกับตัวที่ดินเองโดยตรง ไม่ใช่ภารติดพันนอกตัวทรัพย์ การที่โจทก์นำสืบว่ายกที่ดินให้จำเลยโดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยต้องส่งข้าวเปลือกให้โจทก์ปีละ10 ถังนั้น หากฟังเป็นความจริงการยกให้ดังกล่าวก็ไม่ถือว่ามีค่าภารติดพัน เพราะไม่ได้เกี่ยวกับตัวที่ดินโดยตรง ดังนั้นการที่โจทก์ยกที่ดินให้จำเลยจึงมิใช่เป็นการให้โดยมีค่าภารติดพันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 528 แต่เป็นการยกให้โดยเสน่หาประเด็นต่อไปมีว่า เมื่อเป็นการยกให้โดยเสน่หาแล้ว โจทก์มีสิทธิจะเรียกถอนคืนการให้หรือไม่ โจทก์เบิกความว่า จำเลยมีที่นาพิพาทเพียงแปลงเดียวทำนาได้ข้าวปีละ 140-150 ถัง พอเลี้ยงครอบครัวได้
จำเลยมีลูก 10 คน โจทก์มีที่นา 3 ไร่ ทำนาได้ปีละกว่า100 ถัง นายเจียม อินทรมาตย์ บุตรโจทก์เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าจำเลยมีฐานะยากจน จำเลยเบิกความว่า ที่ดินพิพาทคือที่ดินตามน.ส.3 ก. เอกสารหมาย จ.1 เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 72 ตารางวาจำเลยมีที่ดินพิพาทเพียงแปลงเดียว ข้าวที่จำเลยปลูกไม่พอกินเห็นว่า เมื่อโจทก์มีตัวโจทก์เพียงคนเดียวมีที่ดิน 3 ไร่เศษได้ข้าวปีละกว่า 100 ถัง ย่อมมีฐานะที่ไม่ถึงกับเป็นผู้ยากไร้ตรงข้ามกับจำเลยซึ่งมีบุตรถึง 10 คน มีที่ดินเพียงประมาณ 5 ไร่ได้ข้าวปีละ 140-150 ถัง และไม่มีรายได้อื่นซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ที่ยากไร้ จำเลยย่อมไม่อยู่ในฐานะที่จะจุนเจือผู้อื่นได้อีกทั้งข้อเท็จจริงก็ฟังไม่ได้ว่า จำเลยด่าโจทก์หรือหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง กรณีจึงไม่อาจถอนคืนการให้ เพราะเหตุจำเลยซึ่งเป็นผู้รับประพฤติเนรคุณตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 531(2),(3) ได้"
ผลคำพิพากษา
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์