Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8656/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินกับบริษัท พ. และทำสัญญาว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ทำการปลูกสร้างอาคารในที่ดินดังกล่าว โดยโจทก์เป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างและขอมีหมายเลขประจำบ้าน ต่อมาโจทก์ทำสัญญาโอนสิทธิจะซื้อที่ดินและสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างอาคารให้บริษัท ด. โดยบริษัท ด. ตกลงชำระค่าโอนสิทธิให้แก่โจทก์ กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินและอาคารดังกล่าว เมื่อโจทก์ได้ทำสัญญาโอนสิทธิจะซื้อที่ดินและสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างอาคาร จึงถือว่าโจทก์ได้ขายอสังหาริมทรัพย์ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (6) แห่ง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 91/2

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ยกเลิกการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/111/2546 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2546 เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 628,320 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมบิดาโจทก์ได้จองซื้อที่ดินพร้อมอาคารจากบริษัทศิริชัยคอมเพล็กซ์ จำกัด ในราคา 29,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2533 โจทก์เป็นผู้เข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับบริษัทพงษ์ศิริชัยคอมเพล็กซ์ จำกัด และในวันเดียวกันโจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดพงษ์ศิริชัยวัฒนาทำการปลูกสร้างอาคารในที่ดินดังกล่าว จากนั้นวันที่ 4 มีนาคม 2535 โจทก์ได้ทำสัญญาโอนสิทธิการซื้อที่ดินและการว่าจ้างปลูกสร้างอาคารดังกล่าวให้แก่บริษัทไดเรคมาร์เก็ตติ้งเซอร์วิส จำกัด ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2535 โจทก์ทำนิติกรรมขายอาคารเลขที่ 71/25 ซึ่งปลูกในที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัท

สารินธานี จำกัด เจ้าพนักงานของจำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่าการขายอาคารดังกล่าวเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาภายใน 5 ปี ซึ่งต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอาคารดังกล่าว ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 เจ้าพนักงานของจำเลยจึงมีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีสิงหาคม 2535 โดยใช้ราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินที่กำหนดทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นเงิน 6,840,000 บาท เป็นฐานในการคำนวณภาษี คิดเป็นภาษีที่ต้องชำระ 205,200 บาท เบี้ยปรับ 410,400 บาท เงินเพิ่ม 205,200 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 82,080 บาท รวมเป็นเงิน 902,800 บาท

โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 ต่อมาโจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินตามคำอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์มีรายรับที่แท้จริงจากการขายสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 11,600,000 บาท จึงวินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มขึ้นโดยให้เรียกเก็บเป็นเงินภาษี 348,000 บาท เบี้ยปรับ 696,000 บาท เงินเพิ่ม 348,000 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 139,210 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,531,200 บาท... ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2533 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อที่ดินกับบริษัทพงษ์ศิริชัยคอมเพล็กซ์ จำกัด และทำสัญญาว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดพงษ์ศิริชัยวัฒนาทำการปลูกสร้างอาคารในที่ดินดังกล่าว โดยโจทก์เป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างและขอมีหมายเลขประจำบ้าน

ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2535 โจทก์ทำสัญญาโอนสิทธิจะซื้อที่ดิน และสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างอาคารให้บริษัทไดเรคมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส จำกัด โดยบริษัทไดเรคมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส จำกัด ตกลงชำระค่าโอนสิทธิให้แก่โจทก์เป็นเงิน 11,600,000 บาท และต่อมาโจทก์ได้ทำสัญญาขายสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาค่าจ้างปลูกสร้างอาคารดังกล่าว คืออาคารเลขที่ 71/25 ให้แก่บริษัทสารินธานี จำกัด ในราคา 6,600,000 บาท การที่โจทก์ทำสัญญาขายอาคารดังกล่าวก็เป็นไปตามความประสงค์ของบริษัทไดเรคมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับบริษัทสารินธานี จำกัด กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินและอาคารดังกล่าว เมื่อโจทก์ได้ทำสัญญาโอนสิทธิจะซื้อที่ดินและสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างอาคารจึงถือว่าโจทก์ได้ขายอสังหาริมทรัพย์ภายใน 5 ปี

นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นให้แก่บริษัทไดเรคมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส จำกัด ในราคา 11,600,000 บาท เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนการที่โจทก์ต้องไปโอนอาคารให้แก่บริษัทสารินธานี จำกัด ก็เป็นเรื่องที่บริษัทไดเร็คมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส จำกัด ตกลงกับบริษัทสารินธานี จำกัด อีกกรณีหนึ่งต่างหาก อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน...

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์ · ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช · องอาจ โรจนสุพจน์
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นายอรรณพ วิทูรากร
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.123/2547
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ178/2547
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกภาษีอากร
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1485/2559

การที่โจทก์นำที่ดินที่แบ่งแยก โดยได้จัดทำถนนและสิ่งสาธารณูปโภคไว้ ไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่บุคคลธรรมดา เทศบาลตำบลสว่างแดนดิน และทำสัญญาให้ที่ดินแก่บุตรชอบด้วยกฎหมายถือกรรมสิทธิ์ ถือเป็นการขายอสังหาริมทร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12127/2558

โจทก์และบริษัท ล. มุ่งประสงค์ถึงการขนถ่ายสินค้าของโจทก์จากเรือนำไปเก็บยังคลังสินค้าที่โจทก์เช่าจากบริษัท ล. ให้สำเร็จเสร็จสิ้นไปเป็นสำคัญ โดยบริษัท ล. ทำงานได้โดยอิสระเพียงเพื่อให้ได้ผลสำเร็จของงานเท่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7126/2558

กรณีที่จะถือว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุสมควร ตามบทบัญญัติในมาตรา 65 ทวิ (4) แห่ง ป.รัษฎากร หรือไม่ อย่างน้อยที่สุดโจทก์ต้องคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ในระดับอัตราที่ไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8298/2557

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ปัญหาข้อเท็จจริงใดที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิหยิบยกขึ้นอุทธรณ์ ย่อมเป็นอันยุติ โจทก์จะ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 642/2555

ธนาคาร ก. ตกลงให้นำหนี้ของบริษัท น. และบริษัท ท. มารวม และให้โจทก์เป็นผู้ชำระหนี้ ตามสัญญากู้เงินโดยมีโจทก์เป็นผู้กู้ ส่วนบริษัท น. และบริษัท ท. เป็นผู้ค้ำประกัน เมื่อพิเคราะห์บัญชีที่โจทก์จัดทำขึ้น โ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้