Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8641/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คนร้ายที่ใช้กำลังประทุษร้ายและเอาทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสองไปมีเพียง 2 คน เท่านั้นคือจำเลยกับ ส. ส่วน ป. คงยืนเฉย ๆ มิได้กระทำการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือจำเลยกับ ส. และตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทันทีทันใดโดยมิได้คบคิดกันมาก่อนพฤติการณ์ที่ ป. ยืนอยู่เฉย ๆ ในที่เกิดเหตุจะถือว่าร่วมกระทำความผิดด้วยกันไม่ได้เมื่อการกระทำความผิดมีผู้ร่วมกระทำความผิดเพียง 2 คน จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานปล้นทรัพย์ ความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้องรวมความผิดฐานชิงทรัพย์ด้วย ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2538 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3116/2538 ของศาลชั้นต้นได้ร่วมกันปล้นทรัพย์เอาเงินจำนวน 40 บาท กับรองเท้า 1 คู่ ราคา 450 บาทของนายเอกชัย ศรีสุข ผู้เสียหายที่ 1 และเงินจำนวน 40 บาท กับรองเท้า 1 คู่ราคา 450 บาท ของนายพงษ์ธิวัฒน์หรือพงษ์ธิวัติ พันธ์วิไล ผู้เสียหายที่ 2 ไปการปล้นทรัพย์ดังกล่าวจำเลยกับพวกใช้รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนศรีสะเกษ ง - 4863 เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นจากการจับกุมขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 83 และให้จำเลยกับพวกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3116/2538 คืนหรือใช้เงิน 80 บาท กับรองเท้า2 คู่

ราคา 900 บาท ให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี, 83 ลงโทษจำคุก 15 ปีให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 80 บาท กับคืนหรือใช้ราคารองเท้า 2 คู่ ราคา 900 บาทให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองด้วยจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคหนึ่ง, 340 ตรี ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้ว คงจำคุก 3 ปี9 เดือน ยกฟ้องข้อหาปล้นทรัพย์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีผู้เสียหายที่ 2 นั่งซ้อนท้ายมาถึงบริเวณต้นโพธิ์หน้าสำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษจำเลยขับรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งมีนายสิทธิชัยและนายประยูรนั่งซ้อนท้ายตามหลังและมาเทียบรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายที่ 1 ขับ

จำเลยใช้มือดึงแฮนด์รถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายที่ 1 ขับ เมื่อรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยหยุด จำเลยตรงเข้าไปหาผู้เสียหายที่ 2 และถามว่า ขอเงินใช้หน่อยผู้เสียหายที่ 2 ตอบว่าไม่มี จำเลยจึงตบหน้าผู้เสียหายที่ 2 หนึ่งครั้งแล้วล้วงเอาเงินในกระเป๋าเสื้อของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 40 บาท และรองเท้าแตะ 1 คู่ ราคา 450 บาท ของผู้เสียหายที่ 2 ไป นายสิทธิชัยเข้าไปหาผู้เสียหายที่ 1 และถามว่ามีเงินหรือไม่ ผู้เสียหายที่ 1 ตอบว่าไม่มี นายสิทธิชัยจึงตบหน้าผู้เสียหายที่ 1 หนึ่งครั้ง แล้วล้วงเอาเงินในกระเป๋ากางเกงจำนวน40 บาท และรองเท้าแตะ 1 คู่ ราคา 450 บาท ของผู้เสียหายที่ 1 ไปส่วนนายประยูรยืนอยู่ที่ข้างรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับแล้วจำเลยเข้าไปดึงเอากุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ไป

นายสิทธิชัยใช้เท้าถีบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ล้มลง ต่อจากนั้นจำเลย นายสิทธิชัยและนายประยูรขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับหลบหนีไปด้วยกันปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าจำเลยกับพวกอีก 2 คน จะร่วมนั่งรถจักรยานยนต์คันเดียวกันไปที่เกิดเหตุด้วยกัน แต่ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นประจักษ์พยานต่างเบิกความยืนยันว่าคนร้ายที่ใช้กำลังประทุษร้ายและเอาทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสองไปมีเพียง 2 คนเท่านั้น คือจำเลยกับนายสิทธิชัย ส่วนคนร้ายที่เหลืออีก 1 คนคือนายประยูรนั้น ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า นายประยูรยืนอยู่ที่รถจักรยานยนต์ที่นั่งซ้อนท้ายเท่านั้น

ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่านายประยูรลงจากรถแล้วยืนคุมเชิงอยู่ที่รถจักรยานยนต์ที่นั่งซ้อนท้าย ตามคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองจะเห็นได้ว่านายประยูรคงยืนเฉย ๆ มิได้กระทำการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือจำเลยกับนายสิทธิชัยแต่อย่างใดเลย ดังนั้น เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีที่เกิดขึ้นเนื่องจากผู้เสียหายที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์แซงรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับแล้วจำเลยก็ขับแซงขึ้นไปจึงเกิดเหตุคดีนี้ขึ้นน่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทันทีทันใดโดยมิได้คบคิดกันมาก่อน เป็นเรื่องเฉพาะตัว เมื่อไม่ปรากฏว่านายประยูรร่วมกระทำการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยและนายสิทธิชัยในการกระทำผิด พฤติการณ์ที่นายประยูรยืนอยู่เฉย

ๆ ในที่เกิดเหตุจะถือว่าร่วมกระทำความผิดด้วยกันไม่ได้ฉะนั้น การกระทำความผิดครั้งนี้จึงมีผู้ร่วมกระทำความผิดเพียง 2 คนเท่านั้นจำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรีเท่านั้น หามีความผิดฐานปล้นทรัพย์ไม่ แม้โจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์แต่ความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้องรวมความผิดฐานชิงทรัพย์ด้วย ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายแต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะแต่ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคหนึ่ง, 340 ตรี นั้นไม่ถูกต้องสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และศาลฎีกามีอำนาจเพิ่มเติมโทษจำเลยได้ เพราะโจทก์ได้ฎีกาขอให้ลงโทษฐานปล้นทรัพย์ซึ่งมีโทษหนักขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 คงจำคุก 7 ปี6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ · มงคล คุปต์กาญจนากุล · สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้