คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 มาตรา 4, 19, 24, 44,49, 50 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบของกลางทั้งหมดเป็นของกรมสรรพสามิตจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ กับพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 มาตรา4, 19, 24, 44, 49, 50 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ ปรับ43,312.72 บาท จำคุก 1 ปีลงโทษฐานมีบุหรี่ยังมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 มาตรา 49 ปรับ 67,600 บาท ลงโทษฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งบุหรี่ต่างประเทศที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 มาตรา 50 ปรับ 101,400 บาทรวมเป็นจำคุก 1 ปี ปรับ 212,312.72 บาท
จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งจำคุก 6 เดือน ปรับ 106,156.36 บาท ริบของกลางทั้งหมด ไม่ชำระค่าปรับกักขังแทนจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เพียงบทเดียว จำคุก 1 ปีปรับ 43,312.72 บาท
จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ปรับ 21,656.36 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด 3 กรรมตามฟ้อง มิใช่กรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่จำเลยมียาสูบที่มีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรตามกฎหมายและยาสูบนั้นไม่ได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมาย กับการที่จำเลยมียาสูบจำนวนเดียวกันนั้นไว้เพื่อขาย เป็นการกระทำที่มีเจตนาในผลอย่างเดียวกันคือ การหลีกเลี่ยงที่จะไม่ต้องเสียภาษีอากรตามกฎหมาย ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับที่โจทก์ฎีกาขอไม่ให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น พิเคราะห์ลักษณะความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษให้จำเลยเป็นการเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกันพิพากษายืน".