คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้ง 3 เป็นกรรมการของมัสยิด ได้นำความเท็จไปแจ้งแก่ปลัดกิ่งอำเภอว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยความจริงเป็นทรัพย์สินของมัสยิด ทำให้โจทก์และบรรดาผู้นับถือศาสนาอีสลามได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษข้อเท็จจริงได้ความว่าทรัพย์สินรายนี้เป็นของมัสยิด จำเลยได้ไปแจ้งการครอบครองว่าเป็นของจำเลยที่ 1 ก็โดยคณะกรรมการของมัสยิดได้ประชุมลงมติให้จำเลยที่ 1 ไปแจ้งในนามของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองส่วนตัวชั่วคราวเพื่อสะดวกในการให้เช่าและกันคนอื่นถือสิทธิ จำเลยหาได้กระทำไปโดยพลการไม่ ผลประโยชน์ที่ได้ก็นำบำรุงมัสยิด มิได้เอาเป็นส่วนตัวศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้เสียหายคือมัสยิดซึ่งเป็นนิติบุคคลโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ไม่มีอำนาจฟ้อง
ผลคำพิพากษา
พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยตามข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นนั้น จำเลยไม่มีเจตนาทุจริตคิดจะเอาที่พิพาทหรือผลประโยชน์อันเกิดจากที่พิพาทเป็นของตน หากแต่เป็นการกระทำที่รู้กันระหว่างจำเลยกับคณะกรรมการมัสยิด มัสยิดหรือผู้ใดไม่ได้เสียหายหรืออาจเสียหายแต่ประการใด ไม่เป็นผิดฐานแจ้งความเท็จตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 118พิพากษายืน