Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2501 (เลขอ้างอิง 85507)

พ.ศ. 2501 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยยื่นคำร้องขัดทรัพย์อันเป็นเท็จต่อศาล ไม่เป็นผิดตาม ก.ม.ลักษณะอาญาม.158 เพราะการฟ้องเท็จที่จะเป็นผิดตามาตรานี้ ต้องเป็นการกล่าวโทษผู้อื่นในคดีอาญา เมื่อโจทก์ตั้งใจฟ้องให้ลงโทษจำเลยฐานฟ้องเท็จตามกฎหมายลักษณะอาญา ม.158 แล้ว ศาลจะลงโทษจำเลยฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตาม ก.ม.ลักษณะอาญาม.118 ไม่ได้ เพราะไม่ตรงกับที่โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยและไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์สืบสมตามฟ้อง เป็นแต่อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดไป ตาม ป.วิ.อาญาม.192 วรรค 3-4 เมื่อศาลได้พิจารณาคดีทั้งสองรวมกันและให้รวมกระทงลงโทษจำเลยแล้ว ก็เป็นอันนับโทษจำเลยทั้ง 2 คดีต่อเนื่องกันไม่ได้

คำฟ้องและคำให้การ

เรื่องฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ คดีแรก

โจทก์ฟ้องว่า ๑. จำเลยร่วมกันทำปลอมหนังสือสัญญาซื้อขายยาง ๒ ฉบับ โดยตั้งใจจะใช้เป็นหนังสือสำคัญและเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีของศาล โดยรู้อยู่แล้วว่าจะเป็นทางให้เสียความสัตย์จริงในคดี ๒. จำเลยที่ ๑ ได้ปลอมบัญชีของห้างหุ้นส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับหนังสือสัญญาปลอมดังกล่าวในข้อ ๑ ๓. จำเลยสมคบกันให้จำเลยที่ ๒,๓ กับทนายความอ้างอิงและใช้หนังสือสัญญาและบัญชีปลอม เป็นพยานต่อศาลในคดีร้องขัดทรัพย์ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นพยานหลักฐานเท็จ อันอาจเป็นเหตุให้เสียความสัตย์จริงในคดี ขอให้ลงโทษตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๒๒๔,๒๒๗,๑๕๗,๑๓๕,๖๕,๖๔,๗๐,๗๑ และ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ก.ม.ลักษณะอาญา พ.ศ.๒๔๗๗ (ฉบับที่ ๓) ม.๔ จำเลยปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลจังหวัดภูเก็ตวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ว่า นายตันเซ่งเงี๊ยบไม่ได้เป็นหุ้นส่วนด้วย ในฐานะส่วนตัวนายตันเซ่งเงี๊ยบไม่ใช่ผู้เสียหาย เพราะเป็นการกระทำต่อทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วน จึงให้ยกฟ้อง คดีที่ ๒ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามสมคบกันทำคำร้องขัดทรัพย์อันเป็นเท็จ ยื่นต่อศาลขอให้สั่งถอนการยึดทรัพย์ โดยทุจริตคิดจะกีดกันเอายางที่เจ้าพนักงานศาลยึดไว้ ไปเสียจากอำนาจศาลเพื่อฉ้อโกงห้างหุ้นส่วนและผู้เป็นหุ้นส่วน และเบิกความเท็จขอให้ลงโทษตาม ก.ม.ลักษณะอาญา ม.๑๓๘,๑๕๕,๖๓,๖๕,๗๐,๗๑ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ก.ม.ลักษณะอาญา พ.ศ. ๒๔๗๗ (ฉบับที่ ๓) ม.๔ และขอให้บังคับโทษต่อจากคดีแรก จำเลยปฏิเสธ และตัดฟ้องว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

เพราะไม่ใช่ผู้เสียหาย ศาลจังหวัดภูเก็ตพิจารณาฟ้องของโจทก์ในคดีที่ ๒ แล้ว เห็นว่า คำร้องขัดทรัพย์แม้จะเป็นเท็จก็ไม่เป็นฟ้องเท็จ เพราะการที่จะเป็นฟ้องเท็จตาม ก.ม.ลักษณะอาญา ม.๑๕๘ นั้นจะต้องเป็นการร้องเรียนหรือกล่าวโทษผู้อื่นว่าเขากระทำความผิดทางอาญาโจทก์ในส่วนตัวหรือในฐานะรับมอบอำนาจ ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ จึงพิพากษายกฟ้องโดยไม่ต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงเรื่องเบิกความเท็จต่อไป

โจทก์อุทธรณ์ทั้ง ๒ สำนวน

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และจำเลยที่ ๑,๒,๓ และ ๕ ฎีกา แล้วโจทก์ขอถอนฎีกาเฉพาะจำเลยที่ ๔ ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑,๔๒/๒๔๙๓ ว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องได้ ส่วนจำเลยฎีกาเรื่องอำนาจของทนายนั้น ได้ความว่าโจทก์มอบอำนาจให้ทนายความอุทธรณ์ฎีกาได้ พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป เฉพาะจำเลยที่ ๑,๒,๓ และ๕ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปความ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๕ ศาลอนุญาตคงพิจารณาแต่เฉพาะจำเลยที่ ๑,๒,๓ ทั้งสองสำนวน ก่อนศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ โจทก์ขอแก้ฟ้อง ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์อุทธรณ์ไม่ได้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง และศาลจะเห็นสมควรสั่งอนุญาตหรือไม่เพียงไรนั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.อาญา ม.๑๖๓,๑๖๔ สำหรับกรณีนี้จะใช้ ป.วิ.แพ่ง ม.๒๔,๒๒๗,๒๒๘ มาบังคับดังโจทก์ฎีกาได้ไม่ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ทั้งนี้ตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๕/๒๔๙๔ ในตอนต่อมา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีทั้งสองนี้รวมกันแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาทั้งในปัญหาข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริง โดยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ผู้พิจารณาพิพากษาคดีนี้ อนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาฟังว่า หนังสือสัญญาซื้อขายยางระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ เป็นสัญญาปลอม ซึ่งได้คิดทำขึ้นโดยไม่เป็นความจริง เพื่อเป็นหลักฐานประกอบข้ออ้างในการที่จำเลยที่ ๒ ร้องขัดทรัพย์ต่อศาลและบัญชีซื้อขายยางก็เป็นบัญชีปลอม และถูกนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในศาลโดยรู้อยู่แล้วว่า เป็นพยานหลักฐานเท็จ จำเลยที่ ๑-๒ จึงผิดตาม ก.ม.ลักษณะอาญา ม.๒๒๔,๒๒๗,๑๕๗,๑๕๕,๖๓ ประกอบด้วย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ก.ม.ลักษณะอาญา พ.ศ.๒๔๗๗ (ฉบับที่ ๓) ม. ๔ ส่วน ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยฐานฟ้องเท็จนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า การฟ้องเท็จที่จะมีผิดตาม ก.ม.ลักษณะอาญา ม.๑๕๘ นั้นต้องเป็นการกล่าวโทษผู้อื่นในคดีอาญา ในคดีนี้ จำเลยเป็นแต่สมคบกันยื่นคำร้องขัดทรัพย์เท็จเท่านั้น การกระทำของจำเลย จึงไม่เป็นผิดตามมาตรา ๑๕๘ ที่โจทก์ขอเพิ่มเติมฟ้องให้ลงโทษจำเลยตาม ม.๑๑๘ ฐานแจ้งความเท็จอีกฐานหนึ่งนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าที่ศาลล่างทั้งสองไม่เห็นสมควรให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเป็นการชอบแล้ว เพราะถ้าจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมได้ตามคำขอ ก็ต้องให้โอกาศจำเลยยื่นคำให้การแก้ฟ้องเพิ่มเติมอีก ซึ่งจะทำให้คดีชักช้าไปโดยไม่สมควร

อนึ่งเมื่อโจทก์ตั้งใจฟ้องให้ลงโทษจำเลยฐานฟ้องเท็จตาม ม.๑๕๘ เช่นนี้แล้ว

ศาลฎีกาเห็นว่า จะลงโทษจำเลยฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตาม ก.ม.ลักษณะอาญา ม.๑๑๘ ไม่ได้ เพราะไม่ตรงกับที่โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลย และไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์สืบสมตามฟ้องแล้ว เป็นแต่อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดไป จึงเป็นกรณีต้องห้ามมิให้ศาลลงโทษจำเลยตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อาญา ม.๑๙๒ วรรค ๓-๔ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นเพียงรับมอบอำนาจจากจำเลยที่ ๒ ไม่ ปรากฎว่า ได้ร่วมทำผิดกับจำเลยที่ ๑-๒ ด้วย จึงลงโทษจำเลยที่ ๓ ไม่ได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้รวมกระทงลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เฉพาะตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๒๒๔,๒๒๗,๑๕๕,๖๓ และ ๗๑ ประกอบด้วย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญา (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๔๗๗ ม.๔มีกำหนดคนละ ๑ ปี ปรับคนละ ๒๐๐๐ บาท ถ้าไม่เสียค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๒๙,๓๐ ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยในคดีที่ ๒ต่อจากโทษในคดีที่ ๑ นั้น เมื่อศาลได้พิจารณาคดีทั้งสองรวมกันและให้รวมกระทงลงโทษจำเลยแล้ว ก็เป็นอันนับโทษจำเลยทั้ง ๒ คดี ต่อเนื่องกันไม่ได้ ให้ยกคำขอของโจทก์ในข้อนี้ และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๓

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์ · นิติธรรมประกรณ์ · นิติธรรมประกรณ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดภูเก็ต - นายพจน์ ปุษปาคม
ศาลอุทธรณ์ - หลวงสารนัยประสาสน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้