Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8548/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97ฯ ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 มาตรา 6 (1) และมาตรา 11 (4) แห่ง พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทฯ และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2539 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าวจึงมีผลบังคับใช้ คำฟ้องของโจทก์ในข้อ ก. กล่าวว่า จำเลยมีไว้เพื่อขายซึ่งเฟนเตอมีนอันเป็นวัถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97ฯ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและจำเลยได้ทราบประกาศนี้แล้ว และจำเลยได้พยายามนำเฟนเตอมีนดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักรไทย เพื่อไปยังประเทศสาธารณรัฐเกาหลีโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการบรรยายฟ้องที่ยืนยันว่าจำเลยทราบประกาศดังกล่าวแล้ว แม้ท้ายฟ้องหรือในการพิจารณาโจทก์มิได้นำส่งประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าว ก็หาทำให้การฟ้องและการดำเนินคดีของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 5 พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 6 พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 11

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 16, 62, 89, 90, 106, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 16 วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 90, 106 (ที่ถูกวรรคหนึ่งและวรรคสอง) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี (ที่ถูกจำคุก 8 ปี) และฐานมีไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 4 เดือน

ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 คงจำคุก 6 ปี และฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 คงจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 7 ปี ริบเฟนเตอมีนและไดอาซีแพมของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 90, 106 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ให้ลงโทษฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 1 ปี 4 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ซึ่งเท่ากับว่าศาลอุทธรณ์ยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

ที่จำเลยฎีกาว่า ของกลางไม่ใช่ของจำเลย แต่เป็นของหญิงชาวเกาหลีฝากจำเลยนำไปให้เพื่อนที่สนามบินอินซอนกรุงโซล ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี โดยจำเลยไม่ทราบว่าเป็นสิ่งของผิดกฎหมายนั้นเป็นการฎีกาโต้แย้งในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการรับรองหรืออนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาดังกล่าว ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายและในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เท่านั้น สำหรับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ. 2539)

ไม่มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย ไม่อาจลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 มาตรา 6 (1) และมาตรา 11 (4) แห่งพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2539 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าวจึงมีผลบังคับใช้ มิใช่ไม่มีผลบังคับดังที่จำเลยฎีกาแต่ประการใด ส่วนความผิดฐานมีไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 นั้น

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามยาเสพติด สำนักสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร ตรวจค้นพบเฟนเตอมีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 8,000 แคปซูล น้ำหนัก 3 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในช่องของเสื้อกั๊กที่จัดทำไว้เป็นพิเศษที่จำเลยสวมอยู่ และในกล่องกระดาษยี่ห้อไมโลในกระเป๋าเดินทางของจำเลยในขณะที่จำเลยกำลังจะเดินทางโดยทางเครื่องบินโดยสารสายการบินเอเชียน่าแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่โอแซด 342 ออกจากกรุงเทพมหานครไปยังประเทศสาธารณรัฐเกาหลี

ที่จำเลยฎีกาว่า เฟนเตอมีนของกลางไม่ใช่เป็นของจำเลย แต่หญิงชาวเกาหลีใต้ฝากไปให้เพื่อนที่สนามบินอินซอน กรุงโซล ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี และจำเลยไม่ทราบว่าของที่รับฝากเป็นสิ่งของผิดกฎหมายนั้น ปรากฏว่าของกลางดังกล่าวถูกซุกซ่อนไว้ในเสื้อกั๊ก ซึ่งตามภาพถ่ายหมาย จ.4 เสื้อกั๊กดังกล่าวเป็นผ้าสีชมพูตัดเย็บเป็นเสื้อโดยเย็บเป็นช่อง ๆ หลายช่องสำหรับใช้บรรจุเฟนเตอมีน จำเลยสวมเสื้อกั๊กแล้วสวมเสื้อคลุมสีแดงทับเสื้อกั๊กอีกชั้นหนึ่ง ทำให้ไม่สามารถมองเห็นเสื้อกั๊กได้ ส่วนกล่องกระดาษยี่ห้อไมโลที่บรรจุเฟนเตอมีนไว้อีกบางส่วนก็อยู่ในกระเป๋าเดินทางของจำเลย ดังนี้ แสดงว่าจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าวัตถุออกฤทธิ์ของกลางเป็นสิ่งของผิดกฎหมายเพราะมิฉะนั้นจำเลยก็คงจะไม่ซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิดเช่นนั้น ที่จำเลยนำสืบว่า

หญิงคนที่ฝากของให้จำเลยสวมเสื้อกั๊ก จำเลยคิดว่าเป็นนักท่องเที่ยวอาจสวมเสื้ออย่างนี้ก็ได้ จำเลยออกจากที่พักเป็นเวลาสายแล้ว จึงรีบ ๆ ไม่ได้ดูว่าเสื้อกั๊กจะทำเป็นช่อง ๆ ไว้หรือไม่ และยังรับฝากกล่องซึ่งจำเลยคิดว่าเป็นขนม เนื่องจากหญิงคนดังกล่าวบอกว่าเป็นขนม จำเลยไม่ทราบว่ามีเฟนเตอมีนซุกซ่อนอยู่ในเสื้อกั๊กและกล่องกระดาษดังกล่าว เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่อาจรับฟังได้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยมีเฟนเตอมีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 8,000 แคปซูล น้ำหนัก 3 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่าในทางพิจารณาและหรือท้ายฟ้องโจทก์โจทก์มิได้นำส่งประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ใช้เพื่อบังคับให้จำเลยต้องรู้และรับโทษหนักขึ้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น

เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ในข้อ ก. กล่าวว่า จำเลยมีไว้เพื่อขายซึ่งเฟนเตอมีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ.2539) เรื่อง ระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์และบัญชีท้ายประกาศดังกล่าว ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและจำเลยได้ทราบประกาศนี้แล้ว และจำเลยได้พยายามนำเฟนเตอมีนดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักรไทยเพื่อไปยังประเทศสาธารณรัฐเกาหลี โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ยืนยันว่าจำเลยทราบประกาศดังกล่าวแล้ว ดังนั้น แม้ท้ายฟ้องหรือในการพิจารณาโจทก์มิได้นำส่งประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าว ก็หาทำให้การฟ้องและการดำเนินคดีของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น

เห็นว่า จำเลยมีไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เป็นจำนวนมาก พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่เห็นสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจวางโทษจำคุกจำเลยมานั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เฉลิม จารุไพบูลย์ · พิชิต คำแฝง · สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้