Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ป.พ.พ. มาตรา 1719 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก" ตามบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่รวบรวมทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาท เมื่อ ส. เจ้ามรดกเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทคนหนึ่ง โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้แบ่งที่ดินพิพาทได้เพื่อนำที่ดินส่วนที่เป็นมรดกดังกล่าวมาแบ่งปันให้ทายาทต่อไป โจทก์ทั้งสองขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของ ส. แต่จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของรวมด้วยได้นำโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 เป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินดังกล่าว ก่อนฟ้องโจทก์ทั้งสองได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 4 ส่งมอบโฉนดที่ดินเพื่อนำมาแบ่งแยก แต่จำเลยที่ 4 เพิกเฉยไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินให้ ถือว่าจำเลยที่ 4 โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่นำโฉนดที่ดินเลขที่ 4279 ตำบลพระโขนงฝั่งเหนือ อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ไปให้เจ้าพนักงานที่ดินและแบ่งแยกโฉนดที่ดินจำนวน 300 ตารางวา หรือ 300 ส่วนในจำนวน 1,108 ส่วนของที่ดินทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากไม่ยอมแบ่งแยกให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ถ้าการแบ่งแยกที่ดินไม่อาจกระทำได้ให้ขายโดยการประมูลราคาระหว่างกันเอง หากไม่สามารถตกลงกันได้ให้ขายทอดตลาดนำเงินที่ขายได้แบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสองตามส่วน หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ใช้ค่าที่ดินตามราคาท้องตลาดแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้เป็นผู้จัดการมรดกของจ่าสิบตำรวจเสน่ห์

การฟ้องคดีนี้ไม่ใช่การจัดการมรดกเพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาท เป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จ่าสิบตำรวจเสน่ห์ขายที่ดินของตนให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว สัดส่วนการถือกรรมสิทธิ์ไม่ถูกต้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เนื่องจากไม่บรรยายว่าที่ดินส่วนที่ขอให้แบ่งเป็นที่ดินส่วนไหน ตั้งอยู่ทิศทางใดของที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งให้ดำเนินการแบ่งแยก โฉนดที่ดินพิพาทไม่อยู่ในครอบครองของจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้รับจำนองได้ยึดถือไว้ จำเลยที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนไม่ผูกพันในข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และจ่าสิบตำรวจเสน่ห์

ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้จัดการมรดกของจ่าสิบตำรวจเสน่ห์ จำเลยที่ 4 เป็นบุคคลภายนอกรับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนจึงไม่ต้องส่งมอบโฉนดที่ดิน การแบ่งแยกโฉนดที่ดินดังกล่าวหากจำเลยที่ 4 ผู้รับจำนองไม่ยินยอม ก็ไม่อาจกระทำได้ตามกฎหมาย โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยังไม่ตกลงกันให้ชัดแจ้งว่าเมื่อแบ่งแยกแล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะได้ที่ดินส่วนใด จำเลยที่ 4 ไม่อาจยินยอมและส่งมอบโฉนดที่ดินให้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมตามฟ้อง จำเลยที่ 4 ไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่นำโฉนดที่ดินเลขที่ 4279 ตำบลพระโขนงฝั่งเหนือ อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ไปจดทะเบียนดำเนินการแบ่งแยกจำนวนเนื้อที่ 300 ส่วนในจำนวน 1,108 ส่วนของที่ดินทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าแบ่งไม่ได้ให้ประมูลกันระหว่างคู่ความมิฉะนั้นให้ขายทอดตลาดเอาเงินแบ่งกันตามส่วน โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า การที่โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของจ่าสิบตำรวจเสน่ห์ รัตนพราหมณ์ ยื่นฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมิอาจกระทำได้เพราะเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก" จะเห็นว่าตามบทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่รวบรวมทรัพย์มรดกเพื่อนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาท

เมื่อจ่าสิบตำรวจเสน่ห์เจ้ามรดกเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทคนหนึ่ง โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของจ่าสิบตำรวจเสน่ห์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้แบ่งที่ดินพิพาทได้เพื่อนำที่ดินส่วนที่เป็นมรดกดังกล่าวมาแบ่งปันให้แก่ทายาทต่อไป การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ จึงไม่เป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 4 ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 ไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 เห็นว่า ในเรื่องนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองได้บรรยายมาว่าโจทก์ทั้งสองขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจ่าสิบตำรวจเสน่ห์ แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของรวมด้วยได้นำโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 เป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินดังกล่าว

ก่อนฟ้องโจทก์ทั้งสองได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 4 ส่งมอบโฉนดที่ดินเพื่อนำมาแบ่งแยกดังกล่าว แต่จำเลยที่ 4 เพิกเฉยไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินให้ จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 4 โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง ตามคำให้การของจำเลยที่ 4 ก็ให้การโต้แย้งไม่ยอมส่งมอบโฉนดที่ดินให้โจทก์ทั้งสองเช่นกัน

ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 ไม่ได้ปฏิเสธไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินให้ฝ่ายโจทก์ จำเลยที่ 4 เพียงแต่มีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.23 หรือ ล.5 สอบถามโจทก์ทั้งสองว่าจะแบ่งที่ดินพิพาทในลักษณะใด ให้โจทก์ทั้งสองแจ้งรายละเอียดมาเพื่อดำเนินการต่อไปเท่านั้น เห็นว่า เมื่อฝ่ายโจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 4 ส่งมอบโฉนดที่ดินตามหนังสือเอกสารหมาย จ.21 จำเลยที่ 4 ก็มีหนังสือตอบฝ่ายโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.23 ว่าจำเลยที่ 4 รับจำนองที่ดินดังกล่าวโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนถูกต้องไม่สามารถส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่ฝ่ายโจทก์ได้เนื่องจากโจทก์เป็นบุคคลภายนอก ในส่วนบันทึกข้อตกลงการซื้อขายที่ดินระหว่างลูกค้าของจำเลยที่ 4 และจ่าสิบตำรวจเสน่ห์นั้น

จำเลยที่ 4 ไม่ได้มีส่วนรู้เห็น และให้ฝ่ายโจทก์ไปติดต่อผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมให้เรียบร้อยก่อน ตามหนังสือของจำเลยที่ 4 ดังกล่าว โดยสรุปแล้วจำเลยที่ 4 ไม่ยอมส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองตามที่ฝ่ายโจทก์บอกกล่าวมิใช่ว่าจำเลยที่ 4 ตกลงยินยอมส่งมอบโฉนดที่ดินและสอบถามฝ่ายโจทก์ว่าจะแบ่งแยกที่ดินพิพาทในลักษณะใดดังจำเลยที่ 4 อ้าง กรณีฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ทุกข้อฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าหากจำเลยทั้งสี่ไม่ไปจดทะเบียนดำเนินการแบ่งแยกที่ดินให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าแบ่งไม่ได้ให้ประมูลกันระหว่างคู่ความและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น เป็นการไม่ถูกต้องเพราะไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ที่บัญญัติว่าถ้าการแบ่งไม่อาจตกลงกันได้ให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างเจ้าของรวมหรือขายทอดตลาด ทั้งคู่ความในคดีนี้มีจำเลยที่ 4 ซึ่งไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทอยู่ด้วย จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องชัดเจน

อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เรื่อง อัตราค่าทนายความได้กำหนดอัตราค่าทนายความขั้นสูงในศาลอุทธรณ์ไว้ 1,500 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์ เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าว จึงเห็นสมควรกำหนดเสียใหม่ให้ถูกต้อง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ในการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมถ้าแบ่งไม่ได้ให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างคู่ความที่เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท ให้ยกคำขอที่ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาในกรณีที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ยอมจดทะเบียนแบ่งแยก และให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์ที่ 1 ส่วนโจทก์ที่ 2 ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ บุญชัด · มงคล ทับเที่ยง · สุรพล เตชะกำธร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้