คำฟ้องและคำให้การ
คดี ๒ สำนวนนี้ โจทก์จำเลยพิพาทกันด้วย ๑. เรื่องเปลี่ยนตัวโจทก์ ๒. เรื่องหนี้ ๓. เรื่องทำบัญชีมฤดกส่งศาล ทางพิจารณาได้ความว่า ก่อนที่ พ.ไปต่างประเทศ พ.ได้ทำหนังสือมอบฉันทะให้ ส.เป็นตัวแทนจัดการงานทั่วไปตลอดจนให้ ส.มีอำนาจฟ้องคดีได้ตลอดเวลาจนกว่า พ.จะกลับมาจากต่างประเทศระหว่างนี้ ส.ได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยโดยกล่าวว่า เจ้าพระยาแลท่านผู้หญิงสุธรรมมนตรีได้จำนองที่ดินไว้กับ พ.เป็นเงิน ๔๐๐๐๐ บาทกับท่านผู้หญิงสุธรรมฯ ได้จำนำล๊อกเก๊ตไว้แก่โจทก์เป็นเงิน ๒๘๐๐ บาท โดยเจ้าพระยาสุธรรมฯ เป็นผู้ค้ำประกัน ภายหลังเมื่อท่านผู้หญิงสุธรรมฯล้มละลายแล้ว เจ้าพระยาสุธรรมก็ถึงแก่กรรม จำเลยที่ ๑-๓ เป็นผู้จัดการมฤดกจำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยใช้เงินรวม ๕๗๐๐๓ บาท ๓๑ สตางค์ศาลแพ่งพิพากษาให้ โจทก์ชนะคดี ระหว่างยื่นฟ้องอุทธรณ์ปรากฎว่า พ. แล ส.ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งว่า พ.ได้กลับจากต่างประเทศแล้ว ส.ขอมอบกิจการให้ แก่ พ.ตัวการจัดการต่อไป ศาลแพ่งสั่งอนุญาต
คำพิพากษาศาลล่าง
จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนทั้งฟ้องอุทธรณ์แลอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยฎีกาว่า (๑)
ศาลอุทธรณ์พิพากษาอุทธรณ์คำสั่งพร้อมกับฟ้องอุทธรณ์เป็นผิดต่อประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.๒๓๙ แลว่าศาลแพ่งไม่มีอำนาจสั่งคำร้องเปลี่ยนตัวโจทก์ กันว่าคำร้องขอเปลี่ยนตัวโจทก์มิใช่คำขอฝ่ายเดียว แลเมื่อ พ.กลับมาแล้ว ส.ดำเนินคดีต่อไปหาชอบไม่ (๒) โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๓ พ้น ๑ ปีคดีขาดอายุความ แลว่าโจทก์ขอพิสูจน์หนี้แล้วจะมาฟ้องอีกไม่ได้ (๓) ในเรื่องที่ศาลบังคับให้จำเลยทำบัญชีทรัพย์มฤดกส่งศาลนั้น ประมวลแพ่ง ม.๑๗๒๘-๑๗๒๙ ประกาศใช้ภายหลังโจทก์ฟ้องคดีนี้
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามข้อ ๑ ศาลอุทธรณ์ไม่จำต้องพิจารณาพิพากษาอุทธรณ์คำสั่งก่อนเสมอไป อยู่ในดุลยพินิจแล้วแต่ความสามารถของศาลจะทำได้ แลเห็นว่าสำนวนความยังอยู่ที่ศาลแพ่ง การที่ศาลแพ่งอนุญาตให้เปลี่ยนตัวโจทก์ได้ หาได้ชื่อว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.๑๔๔ ไม่ กับคดีนี้เรื่องตัวแทนมอบอำนาจคืนแก่ตัวการเป็นกิจการเล็กน้อย ระหว่างศาลกับโจทก์ พออนุโลมเข้าเป็นคำขอฝ่ายเดียวได้ และเห็นว่าการที่ พ.ไม่เข้ามาว่าคดีเสียเองก็เท่ากับ พ.เชิด ส.ออกเป็นตัวแทน ซึ่ง พ.ต้องรับผิดในกิจการที่ ส.ทำไปต่อบุคคลภายนอกตามประมวลแพ่ง ม.๘๒๑ ในข้อ ๒. เห็นว่าโจทก์ได้ฟ้องผู้จัดการมฤดกผู้หนึ่งพ้นกำหนดอายุความแล้วการที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๓ ในภายหลังนั้นอายุความมฤดก ๑ ปีจึงยกมาใช้ไม่ได้ส่วนในข้อพิศูจน์หนี้ได้ไม่พอนั้น
เห็นว่าโจทก์ยังฟ้องเรียกจากกองมฤดกได้อีก ส่วนข้อ ๓ เรื่องทำบัญชีมฤดกนั้นเห็นว่าแม้ ม.๑๗๒๘-๑๗๒๙ จะใช้บังคับไม่ได้ ตามหลักกฎหมายแลความยุตติธรรมเมื่อศาลต้องการได้รายละเอียดแห่งกองมฤดก จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมฤดกก็มีหน้าที่ทำส่งศาล
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืนตามศาลล่างให้ยกฎีกาจำเลย