Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 845/2513

พ.ศ. 2513 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเช่าบ้านพิพาทมาจากนายบุ้นซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินของโจทก์มาปลูกบ้านพิพาทขึ้น โดยมีกำหนดเวลาเช่า 8 ปี 4 เดือน และมีข้อตกลงระหว่างนายบุ้นกับโจทก์ว่าในระหว่างกำหนดเวลาเช่า 8 ปี 4 เดือนนายบุ้นมีสิทธิให้คนอื่นเช่าบ้านพิพาทได้ และเมื่อครบกำหนดเวลาเช่า 8 ปี 4 เดือนแล้ว ให้กรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทตกเป็นของโจทก์ ดังนี้ เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าที่ดิน 8 ปี 4 เดือน แล้ว นายบุ้นย่อมไม่มีอำนาจจะให้จำเลยเช่าบ้านพิพาทอยู่ต่อไปเพราะกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทตกไปยังโจทก์แล้ว สิทธิและหน้าที่ในการเช่าบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนายบุ้นผู้โอนย่อมไม่ตกไปยังโจทก์ผู้รับโอนดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569 โจทก์กับจำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน การอยู่ในบ้านพิพาทต่อมาเมื่อครบกำหนดเวลาเช่า 8 ปี 4 เดือนไปแล้ว เป็นการอยู่โดยละเมิดสิทธิของโจทก์ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองจากพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดินฯ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน 1 แปลง ได้ให้นายบุ้น แซ่จึง เช่าเพื่อทำการปลูกบ้าน 1 หลังคือบ้านเลขที่ 55 มีกำหนดเวลาเช่า 8 ปี 4 เดือนสิ้นสุดเวลาเช่าในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2507 สัญญาตกลงกันว่าเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว ให้บ้านที่ปลูกสร้างตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสองเป็นผู้เช่าบ้านดังกล่าวจากนายบุ้น เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าที่ดินและบ้านตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้ว โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยทราบและแจ้งไปด้วยว่าถ้าจำเลยประสงค์จะเช่าบ้านอยู่ต่อไป ให้มาทำสัญญาเช่ากับโจทก์จำเลยทราบแล้วไม่ไปตกลงเช่ากับโจทก์ โจทก์จึงบอกกล่าวให้ออกไป จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้บังคับขับไล่จำเลยและให้ใช้ค่าเสียหายถึงวันฟ้อง 6,300 บาทกับต่อไปเดือนละ 300 บาทจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกไปจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่าจำเลยเช่าเรือนพิพาทเพื่ออยู่อาศัย

ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดินฯ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่สัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อนายบุ้นผู้ให้เช่าถึงแก่กรรม โจทก์ก็ทราบและไม่มีผู้ใดไปเก็บค่าเช่า โจทก์เคยขอขึ้นค่าเช่าเป็นเดือนละ 1,200 บาทจำเลยไม่ตกลงศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์หมดแล้ว วันนัดสืบพยานจำเลย ทนายจำเลยที่ 2 ขอเลื่อนศาลไม่อนุญาต ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ไม่มาศาล และพยานก็มิได้มาศาล ศาลจึงถือว่าจำเลยไม่มีพยานนำสืบตามข้อต่อสู้ แล้วพิพากษาในวันเดียวกันนั้น ให้ขับไล่จำเลย ส่งมอบบ้านพิพาทให้โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 6,300 บาท กับต่อไปเดือนละ 300 บาทจากวันฟ้องจนกว่าจะออกไปด้วยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกาต่อมาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า

โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ให้นายบุ้นเช่าไปเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2498 ปลูกบ้านพิพาทขึ้นมีกำหนดเวลาเช่า 8 ปี 4 เดือน และมีข้อตกลงกันว่าในระหว่างกำหนดเวลาเช่าที่ดิน นายบุ้นมีสิทธิให้คนอื่นเช่าบ้านพิพาทได้ เมื่อครบกำหนดเวลาเช่า 8 ปี 4 เดือนแล้วบ้านพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เมื่อกรรมสิทธิ์ตกเป็นของโจทก์ต่อมา โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยไปติดต่อเช่าจากโจทก์ จำเลยไม่ไป โจทก์จึงบอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากบ้านพิพาทวินิจฉัยว่า โดยข้อสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับนายบุ้นภายในกำหนดเวลาเช่า 8 ปี 4 เดือน บ้านพิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของนายบุ้นอยู่นายบุ้นจึงมีอำนาจทำสัญญาให้จำเลยเช่าบ้านพิพาทได้แต่เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าที่ดิน 8 ปี 4 เดือนแล้ว

บ้านพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ อำนาจที่จะทำสัญญาเช่าบ้านพิพาทเป็นของโจทก์ นายบุ้นไม่มีอำนาจให้จำเลยเช่าต่อไปได้ เพราะพ้นกำหนด 8 ปี 4 เดือน แล้ว ฉะนั้น การที่นายบุ้นให้จำเลยเช่าบ้านพิพาทต่อไปเมื่อพ้นกำหนด 8 ปี 4 เดือนไปแล้วจึงกระทำไปโดยปราศจากอำนาจ การเช่าเกิน 8 ปี 4 เดือนที่นายบุ้นทำไปนั้นจึงไม่ตกไปยังโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569 โจทก์กับจำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน การที่จำเลยอยู่ในบ้านพิพาทหลังจากครบกำหนดเวลา 8 ปี 4 เดือนแล้ว เป็นการอยู่โดยละเมิดสิทธิของโจทก์ จำเลยย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองจากพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดินฯจำเลยให้การปฏิเสธในข้อสามีโจทก์ให้ความยินยอมในการฟ้องคดีมาลอย

ๆ จึงไม่เป็นประเด็นที่โจทก์ต้องนำสืบข้อนี้ และการที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนการสืบพยานจำเลย และในวันนัดนั้นตัวจำเลย ทนายความของจำเลยและพยานจำเลยไม่มีมาศาลตามกำหนด ศาลชั้นต้นถือว่าจำเลยไม่มีพยานมานำสืบตามข้อต่อสู้จึงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โดยชี้ขาดตัดสินคดีในวันนั้นก็เป็นการชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 110 แล้วการที่ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ไปเลยโดยไม่ทำการชี้สองสถานก่อนก็เป็นเรื่องที่ศาลมีอำนาจกระทำได้ตามที่เห็นว่าเป็นการจำเป็นหรือไม่จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุธรรม วรรณแสง · ไฉน บุญยก · อาจิต ไชยาคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้