Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 844/2513

พ.ศ. 2513 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีที่ฟ้องนายจ้างให้ร่วมรับผิดกับลูกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 นั้น รถคันที่ลูกจ้างขับไปกระทำละเมิดนั้นจะเป็นของนายจ้างหรือไม่ไม่สำคัญจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถไปชนรถของโจทก์เสียหายแล้วจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยได้รับว่าจะซ่อมรถให้โจทก์ แต่แล้วก็ไม่ซ่อมให้ จำเลยที่ 2จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เพื่อความเสียหาย ที่โจทก์ไม่ได้ใช้รถเป็นเวลานานด้วยจะอ้างว่าจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดแต่ผู้เดียวหาได้ไม่และการที่โจทก์ไม่ได้ใช้รถนั้นเป็นผลโดยตรงจากการละเมิดจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ด้วย จะอ้างว่าโจทก์มีรถหลายคัน ไม่น่าจะขาดรถสำหรับใช้ หรือคาดไม่ถึงว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องให้เช่ารถนั้นด้วยหาได้ไม่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าเสียหายในการที่โจทก์ไม่ได้ใช้รถตั้งแต่วันละเมิดจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ เมื่อปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 3 ได้ชดใช้ค่าซ่อมรถโจทก์แล้วความเสียหายของรถโจทก์จึงหมดสิ้นไปศาลฎีกาย่อมพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 กับที่ 2 ชำระค่าเสียหายในส่วนนี้ถึงวันที่จำเลยที่ 3 ชดใช้ให้โจทก์นั้น

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เอาประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ 2 เลขทะเบียน ร.ย. 00445 ไว้กับจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2508 จำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์คันที่กล่าวของจำเลยที่ 2 ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โดยประมาท ชนรถบดถนนของโจทก์ชำรุดเสียหาย ผู้แทนของโจทก์ได้ติดต่อกับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ตกลงว่าจะใช้ค่าเสียหายให้ แต่แล้วก็ไม่จัดการอย่างใด ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ไม่ได้ ใช้รถบดถนนตั้งแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันฟ้องคิดเป็นค่าเช่าวันละ 500 บาท แต่ขอคิดเอาเพียงวันละ 150 บาทเป็นเงิน 54,000 บาทค่าเสียหายในการซ่อมรถ 28,940 บาท ค่าแรงซ่อมรถ 1,000 บาท รวมเป็น 83,400 บาท

ขอให้จำเลยร่วมกันชดใช้เงินจำนวนนี้พร้อมด้วยดอกเบี้ย และให้ใช้ค่าเสียหายวันละ 150 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นเจ้าของรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับ และจำเลยที่ 1 มิได้ขับโดยประมาท รถของโจทก์เป็นฝ่ายผิดและเสียหายเพียง1,000 บาทกว่า ค่าเสียหายรายวันเป็นค่าเสียหายพิเศษที่คาดล่วงหน้าไม่ถึงโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกจำเลยที่ 3 ให้การว่าได้รับประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ 2 เฉพาะความเสียหายที่เกี่ยวกับตัวทรัพย์เท่านั้น ไม่ได้รับประกันถึงการขาดประโยชน์ของบุคคลภายนอกด้วย ฯลฯศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดในความเสียหายของรถโจทก์และค่าเสียหายที่ไม่ได้ใช้รถ

ส่วนจำเลยที่ 3 รับผิดแทนจำเลยที่ 2 เฉพาะค่าเสียหายที่เป็นค่าซื้อเครื่องอะไหล่และค่าแรงซ่อมและเห็นว่าทั้งสองฝ่ายประมาทพอกันให้จำเลยรับผิดแทนโจทก์เพียงครึ่งหนึ่ง พิพากษาให้จำเลยที่ 1, 2 ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าเครื่องอะไหล่และค่าแรงซ่อมให้โจทก์ 14,970 บาทและค่าเสียหายที่โจทก์ไม่ได้ใช้รถบดถนนวันละ 75 บาท นับแต่วันที่24 กุมภาพันธ์ 2508 จนกว่าจะใช้เงินเสร็จกับดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 3 ชำระแทนจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 14,970 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ประมาท จำเลยที่ 3 ควรรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสิ้น

เพราะเป็นความผิดของจำเลยที่ 3 ที่ไม่ชำระค่าเสียหายให้เสร็จ และจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นเจ้าของรถคันที่เกิดเหตุศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของรถคันที่เกิดเหตุนั้น ศาลฎีกาฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถคันนี้อยู่ แต่อย่างไรก็ดี คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถของจำเลยที่ 2 ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทชนรถของโจทก์เสียหาย ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งหมายความว่า ให้ร่วมรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และไม่ได้ขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ดังนั้นถ้าได้ความว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์จริงแล้วจำเลยที่ 2 ก็ต้องร่วมรับผิดด้วยอยู่แล้ว

ไม่ว่ากรรมสิทธิ์ในรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับนั้นจะเป็นของจำเลยที่ 2 หรือไม่ก็ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มิได้ประมาท คนขับรถของโจทก์เป็นฝ่ายประมาทนั้น ฟังว่า เหตุที่เกิดการชนกันเป็นผลจากความประมาทของจำเลยที่ 1ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าจำเลยที่ 3 ต้องชดใช้ค่าเสียหายทั้งสิ้นให้โจทก์ การที่จำเลยที่ 3 รับจะซ่อมรถให้โจทก์แล้วไม่ซ่อมทำให้โจทก์ไม่ได้ใช้รถไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่าการที่จำเลยที่ 2 จะใช้สิทธิต่อจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยประการใดย่อมเป็นไปตามสัญญาระหว่างกัน ไม่ทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อโจทก์หมดสิ้นไป เมื่อรถของโจทก์ถูกชนเสียหายใช้การไม่ได้เป็นเวลานานจากผลการละเมิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย

จะอ้างไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดผู้เดียวที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าโจทก์เรียกค่าเสียหายที่ไม่ได้ใช้รถเป็นรายวันไม่ได้เพราะเป็นค่าเสียหายในกรณีพิเศษซึ่งจำเลยที่ 2 คาดไม่ถึงนั้น เห็นว่าจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ ในการที่โจทก์ไม่ได้ใช้รถอันเป็นผลโดยตรงจากการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคท้ายปรากฏตามสำนวนว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วโจทก์ได้ขอหมายบังคับคดีแก่จำเลยที่ 3 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าเสียหายของรถโจทก์ในนามของจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 14,970 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย และปรากฏตามหนังสือหัวหน้ากองหมายลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2510 ว่า ผู้แทนโจทก์แถลงต่อกองหมายว่าจำเลยที่ 3 ได้นำเงินไปชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนตามหมายบังคับคดีแล้ว

ไม่ประสงค์จะดำเนินการบังคับคดีจำเลยที่ 3 ต่อไปจึงถือได้ว่าความเสียหายของรถโจทก์หมดสิ้นไปนับแต่วันตามหนังสือดังกล่าว โจทก์จึงชอบที่จะได้รับค่าเสียหายในการไม่ได้ใช้รถจนถึงวันที่ 14กรกฎาคม 2510 เท่านั้นพิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าเสียหายที่โจทก์ไม่ได้ใช้รถนับแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2508 จนถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2510 นอกจากที่แก้นี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เสลา หัมพานนท์ · สุธี โรจนธรรม · เฉลิม กรพุกกะณะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้