Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8407/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บัญชีสินค้าสำหรับเรือ (Manifest) เป็นบัญชีแสดงรายละเอียดสินค้าที่ส่งออกเป็นเอกสารที่นายเรือทุกลำซึ่งบรรทุกสินค้าออกหรือตัวแทนมีหน้าที่ยื่นต่อศุลกสถานของโจทก์ภายใน 6 วันเต็ม นับแต่วันที่ได้ออกใบปล่อยเรือขาออก ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 51 บัญชีสินค้าสำหรับเรือ (Manifest) จึงเป็นพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ว่ามีการส่งสินค้าออกนอกราชอาญาจักรหรือไม่ เมื่อสินค้าที่ปรากฏในใบขนสินค้าขาออกทั้งสี่ฉบับไม่ตรงกับบัญชีสินค้าสำหรับเรือ (Manifest) และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ได้นำสืบหักล้างว่าเหตุใดจึงไม่ตรงกัน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าไม่มีการส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรตามใบขนสินค้าขาออก จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษี

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีศุลกากรและจ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538 จำเลยที่ 1 นำสำเนาใบขนสินค้าขาออกจำนวน 4 ฉบับ ใช้ประกอบคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร 1 ชุด โดยระบุโอนสิทธิในเงินชดเชยค่าภาษีอากรที่จะได้รับให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์ได้จ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งสิ้น 83,947.93 บาท ตามคำร้องขอรับโอนสิทธิในบัตรภาษี จำเลยที่ 2 นำบัตรภาษีไปชำระค่าภาษีอากรแทนเงินสดแล้ว ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรฯ

ต่อมาโจทก์ตรวจสอบบัญชีสินค้าสำหรับเรือ (Manifest) ตามที่จำเลยที่ 1 สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาออกพบว่าจำเลยที่ 1 มิได้ส่งสินค้าตามสำแดงออกไปนอกราชอาณาจักรโดยมีการจัดทำบัญชีสินค้าปลอมสอดแทรกไว้ในบัญชีสินค้าสำหรับเรือ เครื่องหมาย หมายเลข หีบห่อ ชนิดสินค้า และชื่อผู้รับสินค้าที่จำเลยที่ 1 แสดงไว้ในใบขนสินค้าขาออกไม่ตรงกับบัญชีสินค้าสำหรับเรือ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการสำแดงเท็จตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 99 และเป็นความผิดฐานยื่นคำขอชดเชยค่าภาษีอากรเป็นเท็จ ตามพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรฯ มาตรา 31 และ 32 จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้ส่งออกและไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร จำเลยที่ 2 ผู้รับโอนจึงไม่มีสิทธิที่จะครอบครองและนำบัตรภาษีไปใช้

โจทก์มีสิทธิติดตามเอาเงินชดเชยในรูปบัตรภาษีคืนจากจำเลยที่ 1 ผู้โอน จำเลยที่ 2 ผู้รับโอน และจำเลยที่ 3 กับที่ 4 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ยังต้องรับผิดตามข้อตกลงในคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีอันเนื่องจากการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินตามมูลค่าบัตรภาษีจำนวน 83,947.93 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันรับบัตรภาษีจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 58,786.55 บาท จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยมีจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้นำสำเนาใบขนสินค้าขาออกจำนวน 4 ฉบับ ประกอบคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร 1 ชุด โดยระบุโอนสิทธิในเงินชดเชยค่าภาษีอากรที่จะได้รับแก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้รับภาษีไปจากโจทก์และนำไปใช้แล้ว เห็นว่า บัญชีสินค้าสำหรับเรือ (Manifest) เป็นบัญชีแสดงรายละเอียดสินค้าที่ส่งออก เป็นเอกสารที่นายเรือทุกลำซึ่งบรรทุกสินค้าออกหรือตัวแทนมีหน้าที่ยื่นต่อศุลกสถานของโจทก์ภายใน 6 วันเต็ม นับแต่วันที่ได้ออกใบปล่อยเรือขาออก ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร

พ.ศ.2469 มาตรา 51 บัญชีสินค้าสำหรับเรือ (Manifest) จึงเป็นพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ว่ามีการส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรหรือไม่ เมื่อสินค้าที่ปรากฏในใบขนสินค้าขาออกทั้งสี่ฉบับไม่ตรงกับบัญชีสินค้าสำหรับเรือ (Manifest) และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ได้นำสืบหักล้างว่าเหตุใดจึงไม่ตรงกัน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าไม่มีการส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรตามใบขนสินค้าขาออกทั้งสี่ฉบับ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษี ส่วนจำเลยที่ 2 ขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีโดยให้สัญญาต่อโจทก์ว่าถ้าหากเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ

ทั้งสิ้น จำเลยที่ 2 จึงต้องผูกพันตามสัญญาที่ให้แก่โจทก์ เมื่อมีการนำบัตรภาษีไปใช้ชำระค่าภาษีอากรแล้ว จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกันคืนเงินตามมูลค่าบัตรภาษีให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษี แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 มิได้บัญญัติเรื่องอายุความในกรณีนี้ไว้โดยเฉพาะ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อจำเลยที่ 2 จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วย โดยจำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2539 ซึ่งเป็นวันรับบัตรภาษี และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราเดียวกันนับแต่วันครบกำหนดเวลาที่โจทก์ทวงถามให้คืนเงินตามมูลค่าบัตรภาษี เมื่อหนังสือขอให้คืนเงินชดเชย เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 26 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2547 ระบุให้จำเลยที่ 2 คืนบัตรภาษีหรือชดใช้เงินจำนวน 83,947.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ในหนังสือฉบับนี้ แต่ตามใบตอบรับในประเทศ เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 27 ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือทวงถามดังกล่าววันที่ 20 ตุลาคม 2547 ซึ่งโจทก์ไม่ได้นำสืบว่า โจทก์มีเจตนาเช่นใดแน่ นับได้ว่ากรณีมีข้อสงสัยจึงต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 คือนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ได้ทราบถึงการทวงถาม ดังนั้น จึงครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 4 พฤศจิกายน 2547 เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ชำระหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัดและต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นับแต่วันถัดไปคือวันที่ 5 พฤศจิกายน 2547"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินตามมูลค่าบัตรภาษีจำนวน 83,947.93 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้ชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องมิให้เกิน 58,786.55 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม · ทองหล่อ โฉมงาม · กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้