Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8406/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ขณะที่จำเลยกระชากสร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเลี่ยมทองของผู้เสียหายสร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเลี่ยมทองที่อยู่ในมือนั้น จำเลยก็เพียงมุ่งหมายที่จะให้สร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเลี่ยมทองหลุดจากคอผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นเพียงแย่งการครอบครองเท่านั้น แต่หลังจากสร้อยคอทองคำและกระดูกเลี่ยมทองขาดตกลงที่พื้นแล้ว จำเลยก็ไม่ได้เข้ายึดถือเอาสร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเลี่ยมทองอันจะเห็นได้ว่ามีการพาทรัพย์เคลื่อนที่ไปแต่อย่างใด การกระทำดังกล่าวจึงยังไม่เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปสำเร็จ จึงเป็นพยายามชิงทรัพย์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 91, 288, 339, 340 ตรี, 371 ริบของกลางและเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับว่าได้ชิงทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยใช้ยานพาหนะแต่ไม่ได้ใช้อาวุธปืนในการชิงทรัพย์ ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 มาตรา 339 วรรคสอง วรรคสาม, 340 ตรี และมาตรา 371 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน

ฐานร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กาย โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด จำคุก 18 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี รวมจำคุก 31 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 41 ปี 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน ตลอดจนคำให้การในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 27 ปี 12 เดือน ริบอาวุธปืนของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง, 340 ตรี ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนแล้ว เป็นจำคุก 11 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 14 ปี 16 เดือน เมื่อลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 ปี 26 เดือน 20 วัน ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่พวกจำเลยเป็นผู้ขับสวนทางกับนางเตือนจิตร์ผู้เสียหายที่กำลังเดินจะกลับบ้าน จำเลยได้ให้พวกจำเลยขับรถจักรยานยนต์วกกลับไปหา จำเลยลงจากรถจักรยานยนต์เข้าไปหาผู้เสียหายและชกผู้เสียหายล้มลง จำเลยกระชากสร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเลี่ยมทองจากคอผู้เสียหายจนขาดตกลงที่พื้น ต่อมาชาวบ้านช่วยกันจับจำเลยได้พร้อมอาวุธปืนมอบให้เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งมาที่เกิดเหตุดำเนินคดี ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บแก้มข้างซ้ายบวมเขียวช้ำ มีรอยช้ำที่ข้อมือขวา รอยแดงที่คอด้านหลัง ใช้เวลารักษาประมาณ 1 สัปดาห์ ความผิดฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืนเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุคือผู้เสียหายและนายชัพโชชัย โดยผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยใช้อาวุธปืนจี้ที่คอ พยานไม่เห็นจำเลยเหนี่ยวไกปืน แต่เห็นจำเลยกระชากลำกล้องปืนและพูดว่าอย่าร้องถ้าร้องจะฆ่าให้ตาย นายชัพเบิกความว่า พยานนั่งดื่มกาแฟที่บ้านเพื่อนได้ยินเสียงผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือ พยานออกมาดูเห็นผู้เสียหายล้มจำเลยคร่อมตัวผู้เสียหายใช้อาวุธปืนจ่อไปที่ใบหน้าผู้เสียหาย ได้ยินเสียงดังแชะแล้วจำเลยกระชากลำกล้องปืน พยานเข้าไปแย่งอาวุธปืน ต่อมาเพื่อนของพยานมาช่วยแย่งอาวุธปืนได้ และมีคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างมาช่วยกันจับจำเลย

พยานตรวจดูอาวุธปืน ดึงซองกระสุนปืนดู เห็นมีกระสุนปืน 2 นัด เห็นว่า คำของพยานโจทก์ทั้งสองแตกต่างกันในเรื่องที่จำเลยเหนี่ยวไกปืนหรือไม่ จึงเอาแน่นอนไม่ได้ว่าจำเลยเหนี่ยวไกปืนหรือไม่ นอกจากนี้ที่พยานทั้งสองเบิกความว่า เห็นจำเลยกระชากลำกล้องปืน หากเป็นดังที่พยานทั้งสองเบิกความแล้ว กระสุนปืนควรจะอยู่ในลำกล้องปืนจำนวน 1 นัด ด้วย แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีกระสุนปืนอยู่ในลำกล้องปืน คงมีแต่กระสุนปืนอยู่ในซองกระสุนปืนเพียง 2 นัด เท่านั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังมีความสงสัยอยู่ตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง

ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์สำเร็จตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ ความผิดฐานชิงทรัพย์ คือการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย ส่วนความผิดฐานลักทรัพย์คือการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยเจตนาทุจริต การที่จะถือว่าเป็นการเอาไปจะต้องประกอบด้วยลักษณะ 2 ประการ คือแย่งการครอบครองและพาทรัพย์เคลื่อนที่ ข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่า จำเลยใช้อาวุธปืนตบผู้เสียหายจากนั้นกระชากสร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเลี่ยมทองจากคอผู้เสียหายจนขาดตกลงที่พื้น โดยจำเลยไม่ได้หยิบเอาสร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเลี่ยมทองที่ตกลงที่พื้นนั้นแต่อย่างใด

เห็นว่า ขณะที่จำเลยกระชากสร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเลี่ยมทองของผู้เสียหาย สร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเลี่ยมทองที่อยู่ในมือนั้น จำเลยก็เพียงมุ่งหมายที่จะให้สร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเลี่ยมทองหลุดจากคอผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นเพียงแย่งการครอบครองเท่านั้น แต่หลังจากสร้อยคอทองคำและกระดูกเลี่ยมทองขาดตกลงที่พื้นแล้ว จำเลยก็ไม่ได้เข้ายึดถือเอาสร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเลี่ยมทอง อันจะเห็นได้ว่ามีการพาทรัพย์เคลื่อนที่ไปแต่อย่างใดการกระทำดังกล่าวจึงยังไม่เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปสำเร็จ ตามพฤติการณ์เห็นได้ว่าจำเลยกระทำความผิดแล้วแต่ยังไม่อาจยึดถือครอบครองสร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเหลี่ยมทองนั้นได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นพยายามชิงทรัพย์หาเป็นความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์สำเร็จดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไม่

ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ แก้มข้างซ้ายบวมเขียวช้ำ มีรอยช้ำที่ข้อมือขวา และรอยแดงที่คอด้านหลัง ใช้เวลารักษาประมาณ 1 สัปดาห์ ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน ถือได้ว่าเป็นบาดแผลเล็กน้อย ยังไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับโดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ดังนั้น จำเลยจึงได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวย่อมไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ นอกจากนี้ความผิดฐานร่วมกันพยายามชิงทรัพย์จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนและให้การรับสารภาพชั้นศาล แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลดโทษให้เพียงหนึ่งในสาม

ศาลฎีกาเห็นว่ายังไม่เหมาะสม เห็นควรแก้ไขในส่วนนี้โดยลดโทษให้กึ่งหนึ่ง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง, 340 ตรี ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามชิงทรัพย์ จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน และรับสารภาพบางข้อหาในชั้นศาล ทั้งเบิกความในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ความผิดฐานร่วมกันพยายามชิงทรัพย์ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี ความผิดฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกฐานร่วมกันมีอาวุธปืน 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 6 ปี ริบอาวุธปืนของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กีรติ กาญจนรินทร์ · ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล · ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้