Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 839/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญของศาลที่ได้ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้กู้ในสัญญากู้เงินเปรียบเทียบกับลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวที่กองพิสูจน์หลักฐานขอให้ศาลชั้นต้นจัดส่งไป ผลการตรวจพิสูจน์ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่า น่าจะเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงิน ถึงแม้ว่าจำเลยที่ 1 จะยื่นคำร้องขอยกเลิกการตรวจพิสูจน์โดยอ้างว่าจำเลยไม่สามารถชำระค่าตรวจพิสูจน์ได้ แล้วมีรอยขีดฆ่าและตกเติมข้อความใหม่ในคำร้องว่าจำเลยไม่ประสงค์จะชำระค่าตรวจพิสูจน์ เพราะเป็นอัตราที่สูงมากซึ่งขัดต่อคำเบิกความและคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่ามีฐานะทางการเงินดี แต่ค่าตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐานเรียกให้ชำระเป็นเพียงจำนวนเล็กน้อยที่จำเลยที่ 1 สามารถชำระได้โดยไม่เดือดร้อน การขอยกเลิกการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวจึงส่อพิรุธว่าจำเลยที่ 1 ได้รู้ผลการตรวจพิสูจน์แล้วจึงขอยกเลิก อย่างไรก็ดีแม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ยกเลิกการตรวจพิสูจน์ตามคำขอของจำเลยที่ 1 แต่ในขณะที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าวผู้เชี่ยวชาญของศาลได้ตรวจพิสูจน์เสร็จเรียบร้อยและได้แจ้งผลการตรวจพิสูจน์ไปยังศาลชั้นต้นแล้ว คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกเลิกการตรวจพิสูจน์จึงไม่อาจลบล้างผลการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากธนาคารโจทก์ สาขาบางปลาสร้อย (ชลบุรี) เป็นเงิน 1,000,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์ซึ่งขณะทำสัญญาเป็นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 18.5 ต่อปี และอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามที่โจทก์จะประกาศกำหนด จำเลยที่ 1 ตกลงจะผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนอย่างน้อยเดือนละ 25,000 บาท โดยผ่อนชำระให้ก่อนวันที่ 4 ของทุกเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะผ่อนชำระให้แก่โจทก์เสร็จ หากผิดนัดเดือนใดเดือนหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์ฟ้องร้องดำเนินคดีได้ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 29107 ตำบลบ้านเสม็ด

อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ โดยมีข้อตกลงว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยินยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยที่ 1 รับเงินจากโจทก์ไปเรียบร้อยแล้วในวันทำสัญญา ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผ่อนชำระให้โจทก์เพียง 21 ครั้ง แล้วผิดนัดโจทก์จึงมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนอง จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วก็ไม่ชำระหนี้ให้ รวมต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 1,310,695.46 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,310,695.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี

จากต้นเงิน 963,956.95 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้นำทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์ ลายมือชื่อผู้กู้ยืมเงินในสัญญากู้เงินไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 เคยติดต่อให้จำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินจากโจทก์ และโจทก์ได้อนุมัติให้จำเลยที่ 2 กู้ยืมเงิน จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับเงินที่กู้ยืมจากโจทก์และจดทะเบียนจำนองทรัพย์จำนองไว้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินตามฟ้องจากโจทก์หรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ได้นำนายดำเกิง ธำรงสินถาวร ทนายความผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ และนายพงศ์กิจ เติมกิจธนสาร เบิกความในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งพยานทั้งสองแม้จะไม่มีส่วนรู้เห็นในการทำสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.7 แต่เมื่อพิเคราะห์ลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.7 เปรียบเทียบกับลายมือชื่อในเอกสารต่างๆ ที่กองพิสูจน์หลักฐานขอให้ศาลชั้นต้นจัดส่งไปให้ เช่น แบบคำขอสินเชื่อลงวันที่ 1 ธันวาคม 2535 และรายละเอียดประเภทสินเชื่อ เป็นต้น และโจทก์ได้ส่งเอกสารต่างๆ

ต่อศาลชั้นต้นตามคำร้องลงวันที่ 16 ธันวาคม 2541 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งไปแล้ว ปรากฏว่าลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.7 คล้ายคลึงกับลายมือชื่อในเอกสารต่างๆ ที่ระบุว่า เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะยื่นคำร้องลงวันที่ 21 ธันวาคม 2541 คัดค้านว่า เอกสารต่างๆ เป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของโจทก์และโจทก์เป็นผู้จัดทำขึ้นเองโดยจำเลยที่ 1 ไม่ทราบมาก่อน แต่เอกสารดังกล่าวมีข้อมูลส่วนบุคคลของจำเลยที่ 1 รายละเอียดเกี่ยวกับหลักประกันรวมทั้งรายละเอียดอื่นๆ ซึ่งระบุชื่อจำเลยที่ 1 ได้กระทำกับโจทก์ไว้และมีลายมือชื่อระบุว่า เป็นของจำเลยที่ 1 ข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้แก่โจทก์จริง

โจทก์ไม่น่าจะบันทึกขึ้นมาเองได้ เอกสารดังกล่าวจึงน่าเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงที่จำเลยที่ 1 เคยลงลายมือชื่อไว้ นอกจากนี้ยังมีตั๋วแลกเงินท้ายคำแถลงลงวันที่ 29 มกราคม 2542 ที่มีลายมือชื่อระบุว่าเป็นของจำเลยที่ 1 จำนวน 2 ลายมือชื่อซึ่งปรากฏว่าคล้ายกับลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ในแบบกรอกคะแนนการประเมินผลประจำปีระดับประถมศึกษาเอกสารหมาย ล.1 และคล้ายกับลายมือชื่อผู้กู้ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.7 ด้วย ฝ่ายจำเลยที่ 1 เบิกความว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้เงินตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.7 แต่จำเลยที่ 1 เคยพาจำเลยที่ 2 ไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของโจทก์เพราะจำเลยที่ 2 มีที่ดินอยู่ในจังหวัดชลบุรีอันเป็นการนำสืบสนับสนุนคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้กู้ยืมเงินจากโจทก์ไม่ใช่จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่อาจรับฟังได้อย่างถนัด

เพราะจำเลยที่ 2 เป็นผู้จดทะเบียนจำนองที่ดินค้ำประกันหนี้รายนี้โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมอยู่แล้ว ถ้าจำเลยที่ 2 ประสงค์จะกู้ยืมเงินจากโจทก์ก็น่าจะลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้จากโจทก์โดยตรง ย่อมจะดีกว่าและไม่ยุ่งยาก แม้จำเลยที่ 1 จะมีนายสมศักดิ์ เสนีย์ศรีสกุล ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 มาเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะทางการเงินดีไม่เคยกู้ยืมเงินใครก็มิได้หมายความว่าจำเลยที่ 1 จะไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ เพราะนายสมศักดิ์เป็นเพียงผู้บังคับบัญชาซึ่งอาจไม่เคยให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินและไม่ได้รู้เห็นขณะที่มีการทำสัญญากู้เงินรายนี้จะทราบได้อย่างไรว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์จริงหรือไม่ นอกจากนี้ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญของศาลที่ได้ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้กู้เงินเอกสารหมาย

จ.7 เปรียบเทียบกับลายมือชื่อในเอกสารต่างๆ ที่กองพิสูจน์หลักฐานขอให้ศาลชั้นต้นจัดส่งไปรวมทั้งลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ในแบบกรอกคะแนนการประเมินผลประจำปีระดับประถมศึกษา ปีการศึกษา 2534, 2538 และ 2539 กับสมุดคำสั่งรวม 4 เล่ม และตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ที่เขียนต่อหน้าศาลชั้นต้น 14 แผ่น เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันหรือไม่นั้น ผลการตรวจพิสูจน์ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่ามีคุณสมบัติของการเขียนรูปลักษณะของตัวอักษรและลายเส้นเป็นอย่างเดียวกัน แต่เนื่องจากเป็นการตรวจลายมือชื่อที่มีจำนวนตัวอักษรน้อยและมีลายเส้นน้อย ในกรณีนี้น่าจะเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญของศาลดังกล่าวไม่มีเหตุควรจะระแวงว่า

ผู้เชี่ยวชาญจะเอนเอียงเพื่อช่วยเหลือฝ่ายใด จึงเจือสมพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.7 ถึงแม้ว่าจำเลยที่ 1 จะยื่นคำร้องลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2542 ขอยกเลิกการตรวจพิสูจน์โดยอ้างว่าจำเลยไม่สามารถชำระค่าตรวจพิสูจน์ได้ แล้วมีรอยขีดฆ่าและตกเติมข้อความใหม่ในคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์จะชำระค่าตรวจพิสูจน์ เพราะเป็นอัตราที่สูงมาก ซึ่งขัดต่อคำเบิกความและคำร้องฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2541 ของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่ามีฐานะทางการเงินดีโดยเฉพาะมีเงินฝากอยู่กับโจทก์เป็นจำนวนสูงถึง 4,000,000 บาท แต่ค่าตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐานเรียกให้คู่ความชำระเพียง 40,020 บาท ซึ่งเป็นเพียงจำนวนเล็กน้อยที่จำเลยที่ 1 สามารถชำระได้โดยไม่เดือดร้อน

การขอยกเลิกการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 จึงส่อพิรุธว่า จำเลยที่ 1 ได้รู้ผลการตรวจพิสูจน์แล้วจึงขอยกเลิก อย่างไรก็ดีแม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 4 มิถุนายน 2542 ให้ยกเลิกการตรวจพิสูจน์ตามคำขอของจำเลยที่ 1 แต่ในขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวผู้เชี่ยวชาญของศาลได้ตรวจพิสูจน์เสร็จเรียบร้อยและได้แจ้งผลการตรวจพิสูจน์ไปยังศาลชั้นต้นแล้วตามหนังสือที่ ตช 0026.23/1059 ลงวันที่ 29 เมษายน 2542 และใบรับฝากไปรษณียภัณฑ์ในประเทศ ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2542 ท้ายหนังสือที่ ตช 0026.29/1997 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2542 ดังนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกเลิกการตรวจพิสูจน์จึงไม่อาจลบล้างผลการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญได้ เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินตามฟ้องไปจากโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 29107 ตำบลบ้านเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้รายนี้โดยยอมรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมตามหนังสือสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 ตามลำดับ เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดและโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว ตามหนังสือบอกกล่าวและใบตอบรับในประเทศเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ด้วย เมื่อคำนวณยอดหนี้ตามบัญชีเงินกู้เอกสารหมาย จ.13 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์รวม 21 ครั้ง ครั้งสุดท้ายชำระเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2539 คงค้างชำระต้นเงิน 963,956.95 บาท และดอกเบี้ย 142,577.72 บาท

รวมเป็นเงิน 1,106,534.67 บาท จำเลยทั้งสองต้องรับผิดในเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.7 ข้อ 2 และ 6 ที่ระบุให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเอาได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,106,534.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่องการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด และประกาศของธนาคารโจทก์ตั้งแต่ฉบับแรกถึงฉบับสุดท้าย จากต้นเงิน 963,956.95 บาท นับแต่วันที่ 12 กันยายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปต้องไม่เกินร้อยละ 19.5 ต่อปี และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 346,738.51 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 29107 ตำบลบ้านเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พลรัตน์ ประทุมทาน · สุรพล เจียมจูไร · เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้