Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8344/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะโทรมหญิงและลงโทษประหารชีวิตฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้โดยลดโทษให้หนึ่งในสามลงโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือน และจำคุกตลอดชีวิตตามลำดับ จึงเป็นการแก้เฉพาะโทษ กรณีเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเกินห้าปี ดังนี้ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตายตกไปตามกันอันหมายถึงให้ลงโทษประหารชีวิตซึ่งเป็นฎีกาดุลพินิจในการลงโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ซึ่งหมายความถึงโจทก์ร่วมด้วยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคสอง ส่วนความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิต ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานเวลากลางคืนลดโทษให้คนละหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 4 ปี เป็นการแก้ทั้งบทและโทษกรณีเป็นการแก้ไขมาก จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2540 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรานางสาวเกษราหรือเกศรา เรื่อศรีจันทร์ผู้ตาย ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยใช้กำลังประทุษร้ายช่วยกันจับ ปลุกปล้ำใช้ขวดน้ำอัดลมตีผู้ตายที่ศีรษะ เป็นเหตุให้ผู้ตายล้มลงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยทั้งสองผลัดเปลี่ยนกระทำชำเราผู้ตายจนสำเร็จความใคร่ อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง และจำเลยทั้งสองร่วมกันลักสร้อยคอทองคำ 1 เส้น ราคา 2,500 บาท และเงินสด 5,000บาท ของผู้ตายโดยจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการใช้ขวดน้ำอัดลมตีผู้ตายที่ศีรษะเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์การพาทรัพย์ไป

ยึดถือเอาทรัพย์ไว้ และปกปิดการกระทำความผิดกับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ขวดน้ำอัดลมตีผู้ตายที่ศีรษะ และใช้สายไฟเตารีดไฟฟ้ารัดผู้ตายที่คอโดยเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยทั้งสอง ทั้งนี้เพื่อปกปิดความผิดและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดที่จำเลยทั้งสองได้กระทำไว้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 289, 339 คืนของกลางแก่เจ้าของ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 5,000 บาท แก่ผู้เสียหายและนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5110/2540 ของศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อระหว่างพิจารณานายวันนา เรื่อศรีจันทร์ บิดาของผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 289(7), 339 วรรคท้ายประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่น ลงโทษประหารชีวิต ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ลงโทษประหารชีวิต รวมทุกกระทงความผิดแล้ว คงลงโทษประหารชีวิตสถานเดียว และเมื่อศาลลงโทษประหารชีวิตแล้ว กรณีไม่อาจนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5110/2540 ของศาลชั้นต้นได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 คืนของกลางแก่เจ้าของ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 5,000 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า

จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)(8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 สำหรับความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง คำนวณลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือนส่วนฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นคำนวณลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52(1) คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานเวลากลางคืน จำคุกคนละ 4 ปีเมื่อลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นแล้ว ก็ไม่อาจนำโทษจำคุกฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง และฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืนมารวมอีกได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91(3)

รวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ร่วมฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรานางสาวเกษราหรือเกศรา เรื่อศรีจันทร์ ผู้ตาย อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและฆ่าผู้ตายเพื่อปกปิดความผิดแล้วลักเอาสร้อยคอทองคำ1 เส้น ราคา 2,500 บาท ของผู้ตายและเงินสดจำนวน 5,000 บาท ของโจทก์ร่วมไป คดีสำหรับข้อหาความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง และฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตและประหารชีวิตตามลำดับ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้คนละหนึ่งในสามแล้ว ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งเป็นการแก้เฉพาะโทษกรณีเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเกินห้าปี จึงห้ามมิให้โจทก์ซึ่งหมายความถึงโจทก์ร่วมด้วย ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตายตกไปตามกันอันหมายถึงให้ลงโทษประหารชีวิตนั้นเป็นฎีกาดุลพินิจในการลงโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมฎีกาในความผิดทั้งสองฐานตามบทกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิต ศาลอุทธรณ์ภาค 6พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานเวลากลางคืนลดโทษให้คนละหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 4 ปี เป็นการแก้ทั้งบทและโทษกรณีเป็นการแก้ไขมาก จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า

จำเลยทั้งสองร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่... เมื่อจำเลยทั้งสองเข้าไปบ้านที่เกิดเหตุก็ทำร้ายผู้ตายและร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายทันทีโดยไม่ปรากฏว่าได้หยิบฉวยทรัพย์สินไปก่อนแต่อย่างใด อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีความประสงค์จะข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายเท่านั้น หาได้ประสงค์ต่อทรัพย์ไม่ ทั้งก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสองได้ดื่มสุราจนเมาซึ่งมิใช่วิสัยของคนร้ายที่จะเตรียมการไปชิงทรัพย์ การที่จำเลยทั้งสองฆ่าผู้ตายก็เพื่อปกปิดความผิดของตนที่ได้ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ปลดเอาสร้อยคอทองคำของผู้ตายและจำเลยที่ 1เอาเงินของโจทก์ร่วมไปหลังจากกระทำความผิดดังกล่าว จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานและกลางคืนเท่านั้น ที่โจทก์ร่วมฎีกาทำนองว่าจำเลยทั้งสองวางแผนกันมาชิงทรัพย์นั้นยังไม่มีน้ำหนักพอฟังลงโทษจำเลยได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชวลิต ตุลยสิงห์ · ดวงมาลย์ ศิลปอาชา · สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2568

คำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1016/2567

จำเลยฎีกาโต้เถียงว่าพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุคนใดจะเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมกับสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 715/2567

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 279 วรรคสาม และวรรคสี่ ประกอบมาตรา 285 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ลดโ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้