Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 834/2510

พ.ศ. 2510 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีที่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ โจทก์ฟ้องว่า คำโฆษณาของจำเลยหยาบคายผิดวิสัยปัญญาชนของชาวหนังสือพิมพ์พึงกระทำ โดยกล่าวถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามโจทก์ ซึ่งโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานโฆษณาดูหมิ่น ตามมาตรา 393 การที่โจทก์อ้างความผิดฐานหมิ่นประมาทและขอให้ลงโทษตามมาตรา 326, 328 อันเป็นบทมาตราที่ผิด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังโจทก์ฟ้องศาลมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงนั้นและตามฐานความผิดที่ถูกต้อง คือ ความผิดฐานโฆษณาดูหมิ่น ตามมาตรา 393 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้อำนวยการบริษัทสยามรัฐจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามรัฐ จำเลยได้บังอาจพิมพ์ข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวันฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2507 ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีโจทก์มีมูล ให้ประทับฟ้องไว้จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่จำเลยตั้งหัวเรื่องว่า "บริการจิ้งเหลือง"กับภิกษุในพุทธศาสนานั้น ย่อมเป็นการล่วงเกินโจทก์เท่ากับจำเลยเอาพระภิกษุไปเปรียบเทียบกับสัตว์เลื้อยคลาน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานโฆษณาดูหมิ่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 มิใช่เป็นการหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ แต่กรณีเป็นเรื่องที่มีข้อเท็จจริงคาบเกี่ยวกันอันจะเป็นความผิดกฎหมายได้หลายบท

มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์สละสิทธิมิให้ลงโทษจำเลยตามมาตราอื่นที่มิได้อ้าง ทั้งนี้ ตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรค 4 ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ จริงอยู่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 เป็นเรื่องที่ผู้ดูหมิ่นจะต้องกล่าวต่อผู้ถูกดูหมิ่นโดยตรง แต่เมื่อจำเลยเอาไปโฆษณาจึงต้องอยู่ในฐานะเป็นตัวการ สำหรับจำเลยที่ 1 เป็นผู้อำนวยการไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการและผู้พิมพ์ ต้องรับผิด และพระภิกษุมีสิทธิฟ้องความได้ จึงพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานโฆษณาดูหมิ่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ปรับ 300 บาท บังคับค่าปรับตามมาตรา 29, 30 ข้ออื่นให้ยกเสีย ส่วนจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องในข้อหาเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 เสีย

นอกจากที่แก้นี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาปรึกษาแล้วข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา บริษัทสยามรัฐจำกัดเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์สยามรัฐ จำเลยที่ 1 เป็นผู้อำนวยการ จำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์และผู้โฆษณาเมื่อเดือนสิงหาคม 2507 โจทก์จะไปทอดกฐินที่สิงคโปร์ โจทก์ได้ให้นายพิพัฒน์ไปจ้างโรงพิมพ์พิมพ์บัตรเชิญใจความว่า เพื่อส่งเสริมวัดไทยในต่างประเทศให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้น จึงขอเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายไปร่วมกุศลสามัคคี ณ วัดอนันทเมตตารามสิงคโปร์ ในวันที่ 22 สิงหาคม 2507 เวลา 19.30 นาฬิกา ออกเดินทางโดยสายการบินไทย จากดอนเมือง รุ่งขึ้นวันทอด เสร็จแล้วนำเที่ยวเมืองสิงคโปร์

มีกำหนด 7 วัน และในเดือนตุลาคม 2507 ได้มีหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเสียงอ่างทองลงโฆษณาว่า "ท่านอาจารย์พระมหาพิชิตคณะ 15 วัดมหาธาตุ ขอบอกบุญมายังสัปปุรุษและสีกาทั้งหลายร่วมการกุศลทอดกฐินสามัคคี ณ วัดอนันทเมตตาราม ที่สิงคโปร์เพื่อส่งเสริมวัดไทยในต่างประเทศให้เจริญยิ่งขึ้น โดยกำหนดออกเดินทางโดยเครื่องบินจากดอนเมืองวันที่ 22 ตุลาคม ศกนี้ เวลา 19.30 นาฬิกา เสร็จงานทอดกฐินแล้วจะมีการทัศนาจรสิงคโปร์มีกำหนด 7 วัน ค่าเดินทางทั้งไปและกลับตลอดจนค่าหนังสือเดินทางและที่พัก ค่านำเที่ยวค่าอาหารรวมคนละ 5,000 บาท ติดต่อไปที่พระมหาพิชิต คณะ 15 วัดมหาธาตุ หรือโทรศัพท์เลขหมาย 28616 เฉพาะหนังสือพิมพ์สยามรัฐฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2507 ได้พิมพ์ลงในช่องขัดจังหวะ โดยพาดหัวว่า

"บริการจิ้งเหลือง" และลงท้ายว่า "(ใบฎีกาจากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์)จงทำดี จงทำดี จงทำดี และในโอกาสนี้หวังว่าจะไม่มีบริการประกวดยอดสีกาด้วยนะครับ นายรำคาญ" และได้มีชาย 2 คน หญิง 6 คนไปทอดกฐินตามบัตรเชิญและคำโฆษณาดังกล่าวคำโฆษณาของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยว่าเป็นข้อความที่ดูหมิ่นโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 มาถูกต้องแล้ว มีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเพียงข้อเดียวว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวในฟ้องและที่ปรากฏในทางพิจารณา เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยฐานโฆษณาดูหมิ่นหรือไม่เท่านั้นศาลฎีกาได้พิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์และพยานหลักฐานโจทก์จำเลยโดยตลอดแล้วเห็นว่า ข้อความหมิ่นประมาทนั้นอาจเป็นข้อความตามข้อเท็จจริง หรือความคิดเห็นโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นเกลียดชัง หรือถูกเกลียดชัง

ส่วนคำดูหมิ่นไม่เป็นการกล่าวข้อเท็จจริงใด ๆ แต่เป็นคำกล่าวอันทำให้เป็นที่ดูถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม ด่าแช่ง ค่อนขอด ฯลฯ ตามฟ้องของโจทก์ได้ระบุว่า คำโฆษณาของจำเลยหยาบคาย ผิดวิสัยปัญญาชนชาวหนังสือพิมพ์พึงกระทำ เพราะคำว่า "จิ้ง"นั้นใช้นำหน้าสำหรับเรียกสัตว์เลื้อยคลาน หรือสัตว์สี่เท้าเท่านั้น เช่น จิ้งเหลน จิ้งจอก เป็นต้น คำว่า "เหลือง" ก็มีนัยหมายถึง โจทก์ซึ่งเป็นพระภิกษุนุ่งห่มผ้าเหลือง ทั้งนี้ เป็นการส่อสำแดงเหยียดหยามค่อนขอดโจทก์เท่านั้นย่อมถือได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานโฆษณาดูหมิ่นตามมาตรา 393 การที่โจทก์อ้างความผิดฐานหมิ่นประมาท และขอให้ลงโทษตามมาตรา 393 การที่โจทก์อ้างความผิดฐานหมิ่นประมาท และขอให้ลงโทษตามมาตรา 326, 328 อันเป็นบทมาตราที่ผิด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังโจทก์ฟ้อง ศาลย่อมลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงนั้น และตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้คือ ความผิดฐานโฆษณาดูหมิ่นตามมาตรา 393 ดังกล่าวได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วงษ์ วีระพงศ์ · พจน์ ปุษปาคม · พยุง วัฒนสิงหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้