Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8329/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 1 เอาทรัพย์ของผู้ตายไปฝังดินไว้ภายหลังจากฆ่าผู้ตายโดยจะขุดมาแบ่งกับพวกเมื่อเรื่องเงียบแล้ว ถือได้ว่าเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต เป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเข้าลักษณะความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 แล้ว ส่วนจำเลยที่ 1 จะขุดเอาทรัพย์ดังกล่าวขึ้นมาในภายหลังหรือไม่เป็นดุลพินิจของจำเลยที่ 1ไม่ทำให้การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่เสร็จสมบูรณ์แล้วเปลี่ยนแปลงไป จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ แม้จำเลยที่ 1 จะเคยป่วยเป็นโรคจิตชนิดจิตเภทและเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ แต่การที่จำเลยที่ 1 ออกจากโรงพยาบาลดังกล่าวมา หลังจากนั้นไม่ได้ติดต่อกับทางโรงพยาบาลอีกเลย และยังคงรับราชการตำรวจอยู่จนถึงวันเกิดเหตุแสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้หายป่วยหรือมีอาการทุเลาขึ้นจนสามารถปฏิบัติราชการได้แล้ว อีกทั้งสาเหตุที่จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายก็เนื่องจากผู้ตายด่าว่าดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างร้ายแรงต่อบุพการีวงศ์ตระกูล และตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 รู้สำนึกต่อการกระทำของผู้ตายดังกล่าวจึงได้บันดาลโทสะและฆ่าผู้ตาย นอกจากนี้ยังได้ความว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 1 ยังได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซ่อนเร้นศพผู้ตายโดยทิ้งศพพร้อมด้วยรถยนต์กระบะของผู้ตายลงไปในบ่อดินลูกรังเพื่อปิดบังการตายและนำทรัพย์ต่าง ๆ ที่ติดตัวผู้ตายมาฝังดินซุกซ่อนไว้อีกด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงชัดว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ยังคงมีความโกรธต่อการถูกด่าว่าและดูหมิ่นเหยียดหยามจากผู้ตาย มีความกลัวต่อการที่จะต้องรับโทษจากการกระทำความผิดของตนและยังมีความโลภที่จะได้ทรัพย์สินของผู้อื่น ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายในขณะที่ไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่องหรือโรคจิต

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1027/2539 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกา คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91,199, 289(4), 340, 340 ตรี, 357 ริบอาวุธปืน กระสุนปืนและซองกระสุนปืนของกลางให้คืนของกลางอื่นแก่เจ้าของ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 67,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินสดจำนวน 2,500บาท แก่ผู้เสียหายด้วยจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ต่อมาเมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเป็นว่า

จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริงแต่กระทำโดยบันดาลโทสะและจิตบกพร่องเนื่องจากผู้ตายด่าว่า ดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างร้ายแรงต่อบุพการี วงศ์ตระกูล และตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 มีโรคประจำตัวจิตบกพร่องชนิดหนึ่ง หากถูกข่มเหงหรือทำให้เกิดบันดาลโทสะอย่างรุนแรงจะไม่สามารถบังคับตนเองได้ มีอาการลืมตัว จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ความผิดฐานซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ จำเลยที่ 1 ขอให้การรับสารภาพและขอให้การว่าหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยที่ 1 ได้เอาทรัพย์สินของผู้ตายไปจริงแต่ขอปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตตามขอระหว่างพิจารณานายยุทธนา อรัญรัตน์โสภณ สามีผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาปล้นทรัพย์และรับของโจรศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 199, 288 ประกอบมาตรา 72, 334 ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานซ่อนเร้นศพ จำคุก 1 ปี ฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ จำคุก 14 ปี ฐานลักทรัพย์ จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 18 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 83 จำคุกคนละ 1 ปี ริบอาวุธปืนซองกระสุนปืนและกระสุนปืนของกลาง คืนของกลางอื่นแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ยก ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินสดจำนวน 60,000 บาท นาฬิกา 1 เรือนบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ

จำกัด และธนาคารกรุงไทย จำกัด รวม 2 ใบ แก่เจ้าของหากคืนนาฬิกาไม่ได้ให้ชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 7,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ 10 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก5 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานซ่อนเร้นศพและลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่คู่ความรับและไม่โต้เถียงกัน อีกทั้งไม่อุทธรณ์ฎีกาต่อมาว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง

จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนสั้นออโตเมติกขนาด 11 มิลลิเมตร ยิงนางศิริวรรณ วัฒโนดม ผู้ตาย หลายนัดโดยเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกอวัยวะสำคัญเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามรายงานการชันสูตรพลิกศพของเจ้าพนักงานเอกสารหมาย จ.27 ทั้งนี้จำเลยที่ 1 กระทำต่อผู้ตายเพราะบันดาลโทสะโดยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม แล้วจำเลยที่ 1 ได้นำทรัพย์ต่าง ๆ รวมทั้งเงินสดของผู้ตายและนายยุทธนา อรัญรัตน์โสภณ โจทก์ร่วมซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้ตาย รวมราคาทรัพย์และเงินสดจำนวนไม่ต่ำกว่า184,000 บาท ไปฝังดินซุกซ่อนไว้ ครั้นจำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับมาดำเนินคดีจำเลยที่ 1 ได้นำเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดทรัพย์ดังกล่าวเกือบทั้งหมดมาเป็นของกลางหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว

จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซ่อนเร้นศพผู้ตายโดยทิ้งศพพร้อมด้วยรถยนต์กระบะของผู้ตายลงไปในบ่อดินลูกรังเพื่อปิดบังการตายระหว่างปี 2534 ถึงปี 2535 ขณะจำเลยที่ 1 รับราชการประจำสถานีตำรวจภูธร อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร จำเลยที่ 1 มีอาการผิดปกติ เหม่อลอย พูดเพ้อเจ้อ ตะโกนด่าและเคยใช้อาวุธปืนพยายามฆ่าตัวตายเนื่องจากเข้าใจว่าถูกผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้งต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี แพทย์ลงความเห็นว่าจำเลยที่ 1 ป่วยเป็นโรคจิตชนิดจิตเภท หลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้วจำเลยที่ 1 มิได้ติดต่อกับทางโรงพยาบาลอีก และยังคงรับราชการตำรวจจนถึงวันเกิดเหตุคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า

จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่านับตั้งแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันพบศพผู้ตาย จำเลยที่ 1 มิได้ขุดเอาทรัพย์ของผู้ตายที่จำเลยที่ 1 นำไปฝังไว้มาเป็นของตนหรือจำหน่ายเพื่อแสวงหาประโยชน์แต่ประการใด จำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาลักทรัพย์ของผู้ตายศาลฎีกาเห็นว่า ถึงแม้จำเลยที่ 1 จะยังมิได้ดำเนินการเกี่ยวแก่ทรัพย์ของผู้ตาย ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา แต่การที่จำเลยที่ 1 เอาทรัพย์ของผู้ตายไปฝังดินไว้ภายหลังจากฆ่าผู้ตายโดยจะขุดมาแบ่งกับพวกเมื่อเรื่องเงียบแล้วถือได้ว่าเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริตกล่าวคือ เป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเข้าลักษณะความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 แล้ว

ส่วนจำเลยที่ 1 จะขุดเอาทรัพย์ดังกล่าวขึ้นมาในภายหลังหรือไม่เป็นดุลพินิจของจำเลยที่ 1 ไม่ทำให้การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่เสร็จสมบูรณ์แล้วเปลี่ยนแปลงไป จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายในขณะที่ไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่องหรือโรคจิตหรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ปัญหานี้ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัย อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งอย่างไรก็ดีเนื่องจากคู่ความได้สืบพยานหลักฐานมาจนเสร็จสำนวนแล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไป โดยไม่ย้อนสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าถึงแม้จำเลยที่ 1 จะเคยป่วยเป็นโรคจิตชนิดจิตเภทและเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่การที่จำเลยที่ 1 ออกจากโรงพยาบาลดังกล่าวมาหลังจากนั้นไม่ได้ติดต่อกับทางโรงพยาบาลอีกเลย และยังคงรับราชการตำรวจอยู่จนถึงวันเกิดเหตุแสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้หายป่วยหรือมีอาการทุเลาขึ้นจนสามารถปฏิบัติราชการได้แล้ว อีกทั้งสาเหตุที่จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายก็เนื่องจากผู้ตายด่าว่าดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างร้ายแรงต่อบุพการี วงศ์ตระกูล และตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 รู้สำนึกต่อการกระทำของผู้ตายดังกล่าวจึงได้บันดาลโทสะและฆ่าผู้ตาย นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความว่า

หลังจากจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายแล้วจำเลยที่ 1 ยังได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซ่อนเร้นศพผู้ตายโดยทิ้งศพพร้อมด้วยรถยนต์กระบะของผู้ตายลงไปในบ่อดินลูกรังเพื่อปิดบังการตาย และนำทรัพย์ต่าง ๆที่ติดตัวผู้ตายมาไปฝังดินซุกซ่อนไว้อีกด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 แสดงชัดว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ยังคงมีความโกรธต่อการถูกด่าว่าและดูหมิ่นเหยียดหยามจากผู้ตาย มีความกลัวต่อการที่จะต้องรับโทษจากการกระทำความผิดของตน และยังมีความโลภที่จะได้ทรัพย์สินของผู้อื่น อันเป็นพฤติกรรมของบุคคลปกติทั่วไป ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายในขณะที่ไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่องหรือโรคจิต..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปรีชา นาคพันธุ์ · อำนวย สุขพรหม · ระพินทร บรรจงศิลป
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5090/2565

บัตรเครดิตที่มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดให้ ถือเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา 1 (14) (ก) ส่วนหมายเลขบนบัตรเครดิตจำนวนสิบหกหลัก วันหมดอายุ และเลขสามตัว (CVV) หลังบัตรเครดิต เป็นเพียงข้อมูลของบัตรเครด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18654/2555

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายหน้าดินจากจำเลยที่ 2 โดยมิได้ระแวงว่าหน้าดินที่จำเลยที่ 2 เสนอขายจะเป็นที่ดินของผู้ใด หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ให้ ว. กับพวก ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เข้าไปขุดดินในที่ดินของโจทก์ร่วม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5168/2552

แม้คำฟ้องของโจทก์พอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีว่าวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดเป็นช่วงวันเวลาใด และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตามแต่โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยลักโฉนดที่ดินของผู้เสียหายไปในวัน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2279/2551

การที่จำเลยเอาเครื่องรับโทรทัศน์สี 1 เครื่อง เครื่องเสียงสเตอริโอ 1 เครื่องของกลางของผู้เสียหายไปจากบ้านของผู้เสียหายเพราะ ส. ซึ่งเป็นสามีของผู้เสียหายเป็นหนี้จำเลย โดยจำเลยไม่ได้ทำให้ทรัพย์สินอย่างอื…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 593/2549

ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ซึ่งโจทก์ส่งไว้ต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ก. เป็นเอกสารราชการ นอกจากนี้ ส. กรรมการโจทก์ได้ลงชื่อรับรองว่าเป็นรายการที่ถูกต้องตรงกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ซึ่งตาม ป.…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้