Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 831/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้อความตอนต้น ของสัญญาระบุว่าโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างมีวงเล็บ ชื่อ โจทก์ที่ 2 ต่อ ท้ายชื่อ ของโจทก์ที่ 1 เท่านั้น โจทก์ที่ 1 ลงชื่อในฐานะ คู่สัญญาฝ่ายผู้ว่าจ้างโดย ไม่ระบุว่ากระทำแทนโจทก์ที่ 2 การที่จำเลยเป็นผู้จัดทำสัญญานี้ขึ้น โดย ไม่ปรากฏพฤติการณ์ให้เข้าใจว่าโจทก์ที่ 2 เป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 1 ดังนี้โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้อง โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องในส่วนค่าเสียหายว่า การที่จำเลยที่ 1ผิดสัญญาทำให้โจทก์ที่ 1 ได้ รับความ เสียหายคือขาดประโยชน์จากการขายมันเม็ดแข็งแก่ลูกค้าซึ่ง ทำสัญญาซื้อ ไว้กับโจทก์ที่ 1 ภายหลังจากโจทก์ที่ 1 ตกลง ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างเครื่องจักรแล้วเป็นเงินจำนวนหลายล้านบาท เสียค่าทำแท่นลงเสาเข็มไว้รอรับเครื่องจักรและเสียค่าจ้างเพิ่มในการว่าจ้างให้ผู้อื่นทำเครื่องจักใหม่ โจทก์ขอค่าเสียหายทุกรายการเป็นเงินหนึ่งล้านบาท ดังนี้เป็นการบรรยายฟ้องที่แสดงโดย ชัดแจ้งซึ่ง สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายไม่เคลือบคลุม.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกนายบุญคุณ จิตรตั้งบุญญา เป็นโจทก์ที่ 1 บริษัทเอี่ยมไพบูลย์ปิโตรเลี่ยม จำกัด เป็นโจทก์ที่ 2 ห้างหุ้นส่วนจำกัดยุทธพงษ์ เป็นจำเลยที่ 1 และนายยงยุทธ พงษ์ภาวศุทธิ์ เป็นจำเลยที่ 2สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและไม่จำกัดความรับผิด เมื่อต้นปี พ.ศ.2524 โจทก์ที่ 1 ได้ตกลงว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างเครื่องจักรอัดมันเม็ดชนิดแข็งให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามรูปแบบที่ได้มอบแก่โจทก์ที่1 จำนวน 5 เครื่อง จำเลยที่ 1 สัญญาว่าเครื่องจักรอัดมันเม็ดแต่ละเครื่องดังกล่าวสามารถอัดมันเม็ดชนิดแข็งได้ไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ5 ตัน เป็นราคาทั้งสิ้น 1,230,000 บาท

ได้ชำระเงินให้จำเลยที่ 1ในวันทำสัญญาจำนวน 500,000 บาท แต่เมื่อถึงกำหนดเวลาติดตั้งเครื่องจักร จำเลยที่ 1 ไม่สามารถก่อสร้างได้ทัน และจำเลยที่ 1ขอรับเงินไปอีก 2 ครั้ง จำนวน 420,000 บาท โจทก์ผ่อนผันให้ไป ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 นำเครื่องจักรมาติดตั้งอ้างว่าใกล้จะเสร็จได้ขอรับเงินที่เหลืออีก 310,000 บาท โจทก์ที่ 1 ได้มอบเช็คลงวันที่ล่วงหน้าให้ไป แต่เมื่อทดลองเครื่องจักรทั้ง 5 เครื่องแล้วปรากฏว่าไม่สามารถใช้งานได้ตามสัญญา จำเลยที่ 1 ได้ส่งเครื่องจักรแบบใหม่ชนิด 3 ลูกกลิ้ง จำนวน 2 เครื่องมาติดตั้งแทนถ้าใช้งานได้ดีก็จะเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด แต่ให้โจทก์ที่ 1 ชำระราคาเพิ่มอีกเครื่องละ 80,000 บาท โจทก์ที่ 1 จึงตกลงและชำระราคาสำหรับเครื่องจักรใหม่ไปอีก 100,000 บาท แต่ก็ปรากฏว่าเครื่องจักรใหม่ของจำเลยที่ 1 ใช้งานไม่ได้เช่นเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้ถอดเอาหัวอัดของเครื่องจักรใหม่ไปซ่อม แต่มิได้นำมาติดตั้งและมิได้ซ่อมเครื่องจักรเก่าอีก 3 เครื่อง ซึ่งไม่สามารถใช้งานได้

โจทก์ที่ 1ทวงถามจำเลยที่ 1 หลายครั้ง จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์ที่ 1 จึงบอกเลิกสัญญา การผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย กล่าวคือ ทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่สามารถผลิตมันเม็ดชนิดแข็งจำหน่ายให้แก่ลูกค้าได้ตามสัญญา ต้องขาดประโยชน์ที่ควรจะได้โจทก์ที่ 1 ได้เสียเงินค่าทำแท่นรองรับเครื่องจักรของจำเลยที่ 1และต้องเสียค่าจ้างในการว่าจ้างผู้อื่นทำเครื่องจักรให้ใหม่มิฉะนั้นโจทก์ที่ 1 จะถูกถอนใบอนุญาตขยายโรงงานเนื่องจากเครื่องจักรไม่เสร็จและผลิตไม่ได้ตามเงื่อนไข จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินที่จำเลยที่ 1 รับไปจากโจทก์ที่ 1 จำนวน1,020,000 บาท และค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000,000 บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 2,020,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ให้คืนเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขานครราชสีมา เลขที่ 1266558 สั่งจ่ายเงิน310,000 บาท ให้แก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญารับจ้างทำเครื่องจักรอัดมันเม็ดธรรมดา จำนวน 5 ชุด กับโจทก์ที่ 2 ไม่ใช่รับจ้างทำเครื่องจักรอัดมันเม็ดชนิดแข็ง ไม่มีข้อตกลงว่าเครื่องจักรแต่ละเครื่องจะผลิตได้เท่าใด โจทก์ที่ 1 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยทั้งสอง ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ที่ 2 มีหน้าที่จะต้องจัดหามอเตอร์ฉุดเครื่องจักรอัดมันเม็ด มอเตอร์ฉุดตัวตีมันเส้น หลุมตีมันเส้นแม่เหล็ก แผงระบบไฟฟ้า

อุปกรณ์ประกอบแผงไฟฟ้า แท่นเครื่องจักรคอนกรีตรองรับเครื่องจักรตามสัญญาให้แล้วเสร็จ แต่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 ทำหน้าที่ดังกล่าวไม่ทันความล่าช้ามิใช่ความผิดของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองได้จัดการทดลองเครื่องจักรทั้งหมดแล้วปรากฏว่าใช้การได้ดี โจทก์ที่ 2 ได้รับเครื่องจักรทั้ง 5 เครื่อง ไว้โดยมิได้ทักท้วง และได้ชำระเงินที่เหลือจำนวน 420,000 บาท กับค่าเปลี่ยนระบบจากสายพานเป็นสกรูอีก 10,000 บาท รวมเป็นเงิน430,000 บาท ด้วยตั๋วแลกเงินและเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขานครราชสีมา จำนวนเงิน 120,000 บาท และ 310,000 บาท ตามลำดับคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 เกี่ยวกับค่าเสียหายไม่ได้บรรยายว่าเสียหายตามสัญญาเดิมหรือที่เกี่ยวกับการซื้อหัวอัดมันเม็ดภายหลังเครื่องจักรเสียหายแต่ละเครื่องอย่างไร

เท่าใด ลูกค้าเป็นใคร เป็นฟ้องเคลือบคลุม โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ย และคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ขาดอายุความสำนวนที่สอง จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ที่ 2 เป็นจำเลยว่า โจทก์ที่ 2 โดยโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการ ได้ทำสัญญาว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ผลิตเครื่องจักรอัดมัน 5 ชุด รวมราคาทั้งสิ้น1,220,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้ก่อสร้างเครื่องจักรดังกล่าวเสร็จสิ้นมอบให้แก่โจทก์ที่ 2 เรียบร้อยตามสัญญา ต่อมาโจทก์ที่ 2 ได้ขอเปลี่ยนอุปกรณ์จากระบบสายพานเป็นระบบสกรู ซึ่งต้องเพิ่มเงินอีก10,000 บาท โจทก์ที่ 2 ชำระเงินให้จำเลยที่ 1 รวม 3 ครั้ง ครั้งที่ 3 ได้ชำระเป็นเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขานครราชสีมาลงวันที่ 20 มกราคม 2525 จำนวนเงิน 310,000 บาท และจ่ายเป็นตั๋วแลกเงินจำนวน 120,000 บาท

ต่อมาโจทก์ที่ 2 ได้สั่งระงับการจ่ายเงินตามเช็คอ้างว่าเครื่องจักรใช้การไม่ได้ จำเลยที่ 1 ทวงถามโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ไม่ยอมชำระ และได้สั่งซื้อเครื่องจักรอัดมันเม็ดรุ่นใหม่อีก 2 เครื่อง โดยเอาเครื่องจักรเดิมมาแลกเปลี่ยนและเพิ่มเงินให้เครื่องละ 80,000 บาท โจทก์ที่ 2 ได้ชำระเงินให้แล้ว100,000 บาท ยังค้างราคาเครื่องจักรใหม่รวม 60,000 บาท เมื่อรวมกับเงินตามเช็คด้วยคงค้างทั้งสิ้น 370,000 บาท โจทก์ที่ 2 ต้องชำระให้จำเลยที่ 1 พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่เดือนกรกฎาคม 2525 ถึงวันฟ้อง คิดรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 404,687.50 บาทจึงขอให้บังคับโจทก์ที่ 2 ชำระเงินจำนวน 404,687.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 370,000 บาทโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนที่ 2 ให้การว่า

ไม่เคยทำสัญญาตามฟ้องกับจำเลยที่ 1 ความจริงเป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 1 ได้ทำสัญญาในฐานะส่วนตัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโจทก์ที่ 2 จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกัน จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างเครื่องจักรอัดมันเม็ดแข็งและอุปกรณ์จำนวน 5 เครื่อง ไม่ใช่เครื่องจักรอัดมันเม็ดนิ่มดังที่จำเลยที่ 1ฟ้อง แต่เครื่องจักรที่จำเลยที่ 1 ก่อสร้างนั้นใช้งานไม่ได้ ทำให้โจทก์ที่ 1 เสียหาย โจทก์ที่ 1 บอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 และฟ้องจำเลยทั้งสองตามสำนวนแรก โจทก์ที่ 2 ไม่ได้เกี่ยวข้อง จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินและดอกเบี้ยจากโจทก์ที่ 2ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าจ้างทำของจำนวน1,020,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี

นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขานครราชสีมาสั่งจ่ายเงิน 310,000 บาท ให้แก่โจทก์ ส่วนสำนวนที่ 2 ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับโจทก์ที่ 2 ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ที่ 1 ถึงแก่มรณะศาลอุทธรณ์อนุญาตให้นายทวิช จิตตั้งบุญญา เข้าเป็นคู่ความแทนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว

จำเลยทั้งสองฎีกาเป็นข้อแรกว่า โจทก์ที่ 1 มิได้เป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ข้อความในตอนต้นของสัญญาว่าจ้างทำเครื่องอัดมันเม็ดเอกสารหมาย จ.28 ได้ระบุไว้ชัดแจ้งว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้าง เพียงแต่มีวงเล็บชื่อโจทก์ที่ 2 ต่อท้ายชื่อของโจทก์ที่ 1 ไว้ด้วยเท่านั้นโดยมิได้มีข้อความระบุว่าโจทก์ที่ 1ได้กระทำในฐานะผู้กระทำการแทนโจทก์ที่ 2 แต่อย่างใด ลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 ที่ได้ลงชื่อไว้ตอนท้ายของสัญญาดังกล่าวในฐานะคู่สัญญาฝ่ายผู้ว่าจ้างก็ไม่มีระบุว่าได้กระทำแทนโจทก์ที่ 2 โดยเฉพาะสัญญาฉบับพิพาทเอกสารหมาย จ.28 ดังกล่าว เป็นเอกสารสัญญาที่จำเลยที่ 1โดยนายพิชา ปิ๋วสวัสดิ์

ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำขึ้น หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์ที่ 1 กระทำในฐานะผู้กระทำการแทนโจทก์ที่ 2 แล้ว ก็น่าจะได้ระบุว่าโจทก์ที่ 1 ได้กระทำในฐานะผู้แทนของโจทก์ที่ 2 ไว้ให้ชัดแจ้ง ดังนั้น เพียงแต่การระบุชื่อของโจทก์ที่ 2 ไว้ในวงเล็บถัดจากชื่อโจทก์ที่ 1 ในตอนต้นของสัญญา แต่ในท้ายสัญญาคงปรากฏลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 โดยไม่ปรากฏข้อความว่าเป็นการลงชื่อในฐานะผู้กระทำการแทนโจทก์ที่ 2 จึงไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดอันจะทำให้เข้าใจได้ว่าโจทก์ที่ 2 เป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 1ซึ่งเหตุผลดังกล่าวศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้วจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 เป็นคู่สัญญาในฐานะผู้ว่าจ้างทำของกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาฉบับพิพาท

โจทก์ที่ 1 จึงมีอำนาจฟ้อง... ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าฟ้องของโจทก์ที่ 1 เคลือบคลุมในส่วนค่าเสียหายนั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ได้บรรยายฟ้องในส่วนค่าเสียหายว่า การที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายคือขาดประโยชน์จากการขายมันเม็ดแข็งให้แก่ลูกค้าที่ทำสัญญาซื้อไว้กับโจทก์ที่ 1 ภายหลังจากโจทก์ที่ 1 ตกลงว่าจ้างให้จำเลยที่ 1ก่อสร้างเครื่องจักรอัดมันเม็ดแข็งเป็นจำนวนหลายล้านบาท เสียเงินทำแท่นลงเข็มไว้รอรับเครื่องจักร และเสียค่าจ้างเพิ่มในการว่าจ้างผู้อื่นให้ทำเครื่องจักรใหม่ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายรวมทุกรายการเพียง 1,000,000 บาท ซึ่งเป็นการบรรยายฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ที่ 1 และคำขอให้บังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว คำฟ้องของโจทก์ที่ 1ในส่วนค่าเสียหายจึงไม่เคลือบคลุม...

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ถาวร ตันตราภรณ์ · วินัย กันนะ · ประศาสน์ ธำรงกาญจน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9489/2558

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยประมาทเลินเล่อขับรถบรรทุกชนท้ายรถโดยสาร ทำให้รถโดยสารที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์อยู่ได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น และ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1570/2556

การฟ้องคดีล้มละลายเป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั่วไป เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวที่มีอำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3801/2555

สัญญาเช่ามีคำมั่นว่าก่อนครบสัญญาเช่า โจทก์และจำเลยจะปรับเปลี่ยนค่าเช่าหรือระยะเวลาเช่าในอัตราที่เป็นธรรม ดังที่ปฏิบัติมาเป็นปกติประเพณี ข้อความดังกล่าวไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับค่าเช่าหรือระยะเวลา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11043/2553

จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความค่าเสียหายที่เกิดแก่รถบรรทุกของจำเลยที่ 2 จากการกระทำละเมิดของโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในส่วนของจำเลยที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5435/2552

โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้เยาว์และเป็นผู้เสียหาย โดยมีโจทก์ที่ 2 เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายในฐานะส่วนตัวและในฐานะเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยจงใจ เป็นการล…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้