Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8306/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ช. ซึ่งมีเงื่อนไขว่า มีราคาเสนอขายหน่วยละ 0 บาท อัตราการใช้สิทธิ 1 หน่วยมีสิทธิซื้อหุ้นสามัญได้ 1 หุ้น ราคาการใช้สิทธิ 4.50 บาทต่อหน่วยย่อมเป็นประโยชน์ใดๆ ที่ได้รับ นอกจากนี้ ใบสำคัญแสดงสิทธินี้ยังมีอีกสถานะหนึ่งซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่บุคคลนำมาซื้อขายกันได้โดยตรง และเมื่อเป็นหลักทรัพย์ที่ซื้อขายกันได้ก็ย่อมจะต้องคิดคำนวณได้เป็นเงินด้วย จึงถือเป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 39 โจทก์ได้รับจัดสรรเนื่องจากโจทก์เป็นกรรมการอิสระของบริษัท จึงถือเป็นเงินได้ตาม มาตรา 40 (2) โจทก์ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 39

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนภาษีอากรจำนวน 4,246,250.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ตั้งแต่วันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันสิ้นกำหนดระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนดคือวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 จนถึงวันฟ้อง ตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร และกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนภาษีอากร เป็นจำนวน 1,698,500.24 บาท รวมเป็นเงิน 5,944,750.85 บาท แก่โจทก์ กับชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของต้นเงิน 4,246,250.61 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และเพิกถอนหนังสือสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 25 เลขที่ กค 0707.04/ภค/7380 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ กค 0707(อธ.)/10813 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2551

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 25 ที่ กค 0707.04/ภค/7380 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ กค 0707(อธ.)/10813 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2551 และให้จำเลยคืนภาษีอากรส่วนที่โจทก์ชำระไว้เกินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันสิ้นกำหนดระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนดแก่โจทก์ โดยให้ถือเอาราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หน่วยละ 10.18 บาท จำนวน 1,000,000 หน่วย มาคำนวณภาษีเงินได้ของโจทก์ใหม่ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 35,000 บาท โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทซึ่งโจทก์ได้รับจากบริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน) เป็นเงินได้พึงประเมินที่โจทก์จะต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 บัญญัติถึงความหมายของคำว่า "เงินได้พึงประเมิน" หมายความว่า "เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน..." คดีนี้โจทก์ได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีรายละเอียดเงื่อนไขว่า มีราคาเสนอขายหน่วยละ 0 บาท

อัตราการใช้สิทธิ 1 หน่วยมีสิทธิซื้อหุ้นสามัญได้ 1 หุ้น ราคาการใช้สิทธิ 4.50 บาทต่อหน่วย มีอายุ 3 ปี ระยะเวลาการใช้สิทธิ คือ ทุกไตรมาส ภายในเวลาทำการในวันสุดท้ายของเดือน โดยมีการใช้สิทธิครั้งแรกในวันทำการสุดท้ายของเดือนมิถุนายน 2547 และไม่มีข้อจำกัดการโอน ดังนี้ หากพิจารณาจากเงื่อนไขของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่าใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทนี้มีสถานะเป็นหลักฐานแสดงสิทธิในการจะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทในราคาหุ้นละ 4.50 บาท โดยไม่คำนึงว่าหุ้นสามัญนั้นจะมีราคาสูงกว่านี้หรือไม่ ซึ่งเป็นทางที่จะทำให้ผู้ถือใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทนี้ได้รับประโยชน์ตามข้อตกลงพิเศษที่สามารถจะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดสำหรับให้สวัสดิการ

กรณีบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ให้สิทธิประโยชน์แก่พนักงาน ลูกจ้าง กรรมการ ที่ปรึกษาหรือบุคคลผู้รับทำงานให้ในลักษณะนี้ ย่อมเป็นประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้นตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร แล้วแต่กรณี จึงถือเป็นเงินได้พึงประเมิน นอกจากนี้ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทนี้ยังมีอีกสถานะหนึ่งที่เป็นหลักทรัพย์ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 4 ในส่วนที่บัญญัติความหมายของคำว่า "หลักทรัพย์" ตาม (7) หมายความถึง

"ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น" ด้วย ตามบทกฎหมายดังกล่าวแสดงว่า ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทในสถานะที่เป็นหลักทรัพย์นั้นเป็นสิ่งที่บุคคลนำมาซื้อขายกันได้โดยตรงต่างหากจากการใช้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นสามัญของบริษัท และเมื่อเป็นหลักทรัพย์ที่ซื้อขายกันได้ก็ย่อมจะต้องคิดคำนวณได้เป็นเงินด้วย ดังนั้น ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทที่โจทก์ได้รับซึ่งได้จดทะเบียนหลักทรัพย์แล้วนั้น ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ได้รับจัดสรรเนื่องจากโจทก์เป็นกรรมการอิสระของบริษัท จึงถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (2) โจทก์ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย และเนื่องจากเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเป็นเงินได้ที่ถือว่าโจทก์ได้รับไว้แล้วตั้งแต่ก่อนที่จะนำใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทดังกล่าวออกขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ย่อมไม่ใช่เงินได้ที่เป็นผลประโยชน์จากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ช) ซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 42 (17) ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ข้อ 2 (23) แต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทที่โจทก์ได้รับจะคิดคำนวณเป็นเงินได้จำนวนเท่าใด เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 9 ทวิ บัญญัติว่า เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ถ้าจะต้องตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น

คดีนี้โจทก์ได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2547 จำนวน 1,000,000 หน่วย แต่จำเลยตีราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทตามที่บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ผู้จ่ายเงินได้กำหนดมูลค่าขึ้นมาเพื่อหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งแก่จำเลย ซึ่งตีราคาโดยใช้เทียบเคียงกับราคาหุ้นสามัญของบริษัทที่เป็นราคาในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีขายให้กับประชาชนทั่วไป(Public Offering) อันเป็นราคาตลอดทั้งเดือนเมษายน 2547 นำมาคิดเฉลี่ยได้เป็นราคาหุ้นสามัญ 16.63 บาทต่อหุ้น แล้วหักด้วยจำนวนเงินที่จะต้องชำระในการใช้สิทธิซื้อหุ้นตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทจำนวน 4.50 บาทต่อหน่วย

คงเหลือเป็นมูลค่าที่ตีราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นเท่ากับ 12.13 บาทต่อหน่วย คิดรวม 1,000,000 หน่วยแล้วเป็นเงินได้ 12,130,000 บาท เห็นได้ว่า เป็นการตีราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นโดยเทียบเคียงจากราคาปิดเฉลี่ยของหุ้นสามัญที่ซื้อขายกันจริงในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงระยะเวลาเดียวกับที่โจทก์ได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นมา แม้ราคาหุ้นสามัญกับราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของบริษัทเป็นหลักทรัพย์คนละประเภทกันก็ตาม แต่ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นก็เป็นหลักฐานแสดงสิทธิในการจะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ซึ่งในคดีนี้คือมีสิทธิซื้อหุ้นสามัญของบริษัทได้ในราคาเพียงหุ้นละ 4.50 บาท ซึ่งเห็นได้ว่าต่ำกว่าราคาหุ้นสามัญในขณะนั้นมากแสดงให้เห็นได้ว่า

ผู้ที่ได้รับการให้ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นดังกล่าวจะได้รับประโยชน์ในส่วนต่างของราคาหุ้นสามัญในตลาดทรัพย์แห่งประเทศไทยหักลบด้วยจำนวนเงินที่จะต้องชำระในการใช้สิทธิซื้อหุ้น โดยส่วนต่างที่เป็นประโยชน์ดังกล่าวนี้ก็เป็นสิ่งที่ผู้ที่จะซื้อขายหลักทรัพย์ที่เป็นใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นต้องคำนึงถึงในเวลาที่จะตกลงซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นกันอยู่แล้ว ดังนั้น การนำราคาหุ้นสามัญมาใช้เพียงเพื่อเทียบเคียงประเมินหาราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นในคดีนี้จึงเป็นวิธีการประมาณราคาที่สมเหตุผล ทั้งการตีราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นในคดีนี้ยังได้คำนวณหักจำนวนเงินที่จะต้องชำระในการใช้สิทธิซื้อหุ้นออกแล้ว

ทำให้ราคาของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นและราคาหุ้นสามัญมีความแตกต่างกัน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการเอาราคาหุ้นสามัญซึ่งเป็นหลักทรัพย์อีกประเภทหนึ่งมาใช้กำหนดมูลค่าของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นโดยตรง ประกอบกับจำเลยได้ใช้ราคาปิดเฉลี่ยของหุ้นสามัญตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2547 นำมาคิดเฉลี่ยได้เป็นราคาหุ้นสามัญ 16.63 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นเพียงวิธีการนำข้อมูลราคาหุ้นสามัญตลอดทั้งเดือนเมษายน 2547 มาหาค่าเฉลี่ยเพื่อจะคำนวณหาราคาหรือค่าของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นอันพึงมีในวันที่โจทก์ได้รับตั้งแต่ก่อนจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีมิใช่เป็นการนำเอาราคาหุ้นสามัญในตลาดเพียงราคาหนึ่งราคาใดที่เคยซื้อขาย

ณ เวลาอื่นที่แตกต่างไปจากวันที่โจทก์ได้รับมาใช้ตีราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของโจทก์อันจะเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 9 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรดังที่โจทก์อ้าง นอกจากนี้บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ออกและจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นดังกล่าวย่อมจะต้องมีข้อมูลภายในที่จะใช้คำนวณมูลค่าของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นว่ามีราคาเท่าใดเพื่อกำหนดว่าจะจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นนั้นแก่บุคคลใด เป็นจำนวนเท่าใด และบริษัทดังกล่าวก็ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย จากการจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิดังกล่าวให้โจทก์ในเดือนเมษายน 2547 ไว้เป็นเงิน 4,625,000 บาท โดยโจทก์ไม่ได้โต้แย้งอย่างใดมาก่อน ทั้งโจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่ามีกฎเกณฑ์ใดที่สมควรและมีเหตุผลสามารถนำมาเทียบเคียงในการคำนวณหามูลค่าใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นอันเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนได้เหมาะสมไปกว่านี้ จึงเชื่อว่าราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นตามที่จำเลยคิดคำนวณราคามาตามวิธีการเหมาะสมและยอมรับได้ดังกล่าวน่าจะใกล้เคียงที่สุดกับราคาหรือประโยชน์อันเป็นเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ได้รับจริง

การที่ศาลภาษีอากรกลางให้จำเลยคืนภาษีอากรส่วนที่โจทก์ชำระไว้เกินพร้อมดอกเบี้ยโดยให้ถือตามราคาเฉลี่ยของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ระหว่างวันที่ 21 ถึง 30 เมษายน 2547 ซึ่งราคาเพียง 10.18 บาทต่อหน่วย โดยจำเลยมิได้คัดค้านในข้อนี้ จึงนับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางในส่วนที่กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลภาษีอากรกลางจะมิใช่อธิบดีกรมสรรพากร แต่ก็ย่อมมีอำนาจพิพากษากำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายได้ ส่วนที่ศาลภาษีอากรกลางมิได้กำหนดว่า ให้จำเลยจ่ายจากเงินภาษีอากรที่จัดเก็บได้ตามประมวลรัษฎากรนั้น เป็นเรื่องในชั้นบังคับคดีที่จำเลยจะต้องดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าวเองอยู่แล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่กำหนดในส่วนนี้จึงหาได้เป็นการไม่ชอบ แต่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ทศ วรรคสอง ได้บัญญัติด้วยว่า ดอกเบี้ยของเงินภาษีที่ได้รับคืนที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีนั้น มิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีที่ได้รับคืน การที่คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางมิได้ระบุความข้อนี้ อาจทำให้จำเลยต้องถูกบังคับคดีใช้ดอกเบี้ยเกินกว่าจำนวนที่กฎหมายกำหนดได้ จึงเป็นการไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง เนื่องจากตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ดังกล่าว ข้อ 1 วรรคท้าย กำหนดให้คิดดอกเบี้ยจนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินเท่านั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงเห็นสมควรระบุให้ชัดเจนด้วย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษากำหนดค่าทนายความที่จำเลยต้องใช้แก่โจทก์เป็นเงิน 35,000 บาท สูงเกินสมควรหรือไม่ ปัญหานี้เห็นว่า การที่ศาลจะกำหนดความรับผิดชอบชั้นที่สุดของคู่ความในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ซึ่งโดยหลักต้องตกแก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง นั้น บทบัญญัติดังกล่าวให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจได้โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง และเมื่อค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประเภทหนึ่งแม้ค่าทนายความจำนวน 35,000 บาท ที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดจะไม่ขัดต่อกฎหมาย แต่ศาลฎีกาพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีตลอดถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดีของคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่า ศาลภาษีอากรกลางกำหนดค่าทนายความให้แก่โจทก์สูงเกินควร ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนดอกเบี้ยให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2550 แก่โจทก์จนกว่าจำเลยจะมีหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินค่าภาษีอากรแก่โจทก์ แต่ไม่เกินจำนวนค่าภาษีที่ได้รับคืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลภาษีอากรกลางแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์ · สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ · ชาลี ทัพภวิมล
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นายสรวิชญ์ อิ่มสุวรรณ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.121/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ314/2551
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ131/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกภาษีอากร
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4727/2561

โจทก์กู้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้า มีหนี้สินคงเหลืออยู่ ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ก) โจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 1,195,93…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8943/2560

โจทก์ทำสัญญาโอนกิจการโจทก์ทั้งหมดให้แก่บริษัท บ. ตามราคาตลาด ณ วันโอนกิจการ เป็นเงิน 998,000,000 บาท โดยโจทก์ตีราคาสินทรัพย์ ณ วันโอนกิจการ 1,081,368,626.10 บาท เมื่อหักมูลค่าหนี้สินทั้งหมดแล้วคงเหลือ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7843/2560

หลักการเสียภาษีอากรสำหรับบุคคลธรรมดานั้น เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับเป็นเงินได้อันจะนำมาคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องเป็นสิ่งที่ได้รับมาแล้วเท่านั้น มิใช่เป็นเพียงสิทธิเรียกร้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12847/2557

จำเลยทั้งสองชำระภาษีให้แก่โจทก์แล้ว ต่อมาขอคืนภาษีโดยอ้างว่าชำระไว้เกิน เพราะใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นบริษัท ช. ไม่ถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่จำเลยที่ 1 จะต้องเสียภาษี ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยทั้งส…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10778/2557

ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ช. ที่โจทก์ได้รับมีราคาเสนอขายหน่วยละ 0 บาท มีสิทธิซื้อหุ้นสามัญได้ 1 หุ้น ราคาการใช้สิทธิ 4.50 บาทต่อหน่วย ในเดือนที่ใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญได้ราคาปิดเฉลี่ยข…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้