คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าได้ทำสัญญาเป็นหนังสือจ้างจำเลยทำนาของโจทก์ มิได้กำหนดเวลาจ้างไว้ ต่อมาจำเลยผิดสัญญาไม่ส่งข้าวให้โจทก์ โจทก์ได้บอกเลิกสัญญา แต่จำเลยยังไม่ยอมออกไปจากนาของโจทก์ จึงขอให้ขับไล่และเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าได้เช่านาของโจทก์โดยตกลงด้วยวาจา โจทก์บังคับและหลอกลวงให้จำเลยทำสัญญาจ้างทำนา จึงขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นฟังว่าสัญญาจ้างทำนาทำกันไว้ในลักษณะนิติกรรมอำพราง โจทก์จำเลยคงปฏิบัติต่อกันในลักษณะเป็นสัญญาเช่านา สัญญาจ้างทำนาจึงไม่มีผลบังคับ จำเลยไม่ผิดสัญญาเช่านา พิพากษายกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังว่า สัญญาจ้างทำนาเป็นนิติกรรมอำพรางการเช่านา แต่การเช่าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัย ๒ ข้อ คือ ๑. สัญญาเช่านาที่ถูกอำพรางโดยสัญญาจ้างทำนาจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือทำตามแบบที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือไม่ และ ๒. จะถือเอาหลักฐานสัญญาจ้างทำนาเป็นหลักฐานการเช่านาได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ๑. สัญญาเช่านาที่ถูกอำพรางโดยสัญญาจ้างทำนา ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือทำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ มิฉะนั้นไม่มีผลบังคับ ๒. จะถือเอาหลักฐานสัญญาจ้างทำนาเป็นหลักฐานการเช่านาไม่ได้ ฉะนั้น การเช่านาพิพาทจึงจะบังคับคดีกันมิได้ เมื่อโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว จำเลยก็ไม่มีสิทธิอยู่ในนาของโจทก์ต่อไป การอยู่ต่อมาของจำเลยจึงเป็นละเมิด
ผลคำพิพากษา
พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ขับไล่จำเลยและให้ใช้ค่าเสียหาย