Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8254/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ มีวิธีปฏิบัติในการชำระค่าสินค้าเป็นหลักสากลแตกต่างจากการซื้อขายทั่วไป คือ ผู้ซื้อจะต้องขอเครดิตจากธนาคารใดธนาคารหนึ่งภายในประเทศของผู้ซื้อสั่งให้ตัวแทนของธนาคารนั้นชำระราคาสินค้าให้แก่ผู้ขาย โดยเมื่อผู้ขายได้นำสินค้าตามที่สั่งซื้อส่งมอบให้แก่ผู้ขนส่งแล้วต้องนำเอกสารเกี่ยวกับสินค้าที่ผู้ขนส่งมอบให้เป็นหลักฐานว่าได้รับสินค้าไว้จากผู้ขายแล้ว ไปยื่นเสนอต่อธนาคารซึ่งเป็นตัวแทนของธนาคารในประเทศผู้ซื้อให้จ่ายเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายไปก่อน โดยวิธีการเช่นนี้ผู้ซื้อสามารถทำได้โดยยื่นคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตแก่ธนาคารหนึ่งในประเทศโดยนำหลักทรัพย์มาวางเป็นประกันไว้แก่ธนาคารนั้น และเมื่อสินค้าเดินทางมาถึงประเทศผู้ซื้อ ผู้ขนส่งมีหน้าที่ต้องส่งมอบสินค้าให้แก่ธนาคารผู้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่ผู้ซื้อเพราะเป็นผู้ถือใบตราส่งสินค้าไว้ เมื่อโจทก์เป็นธนาคารผู้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิรับมอบสินค้าไว้จากผู้ขนส่ง หากจำเลยจะมาขอรับสินค้าไปก็ต้องชำระราคาสินค้าพร้อมกับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย และหากยังไม่มีเงินชำระแต่ต้องการรับสินค้าไปจำหน่ายก่อน จำเลยก็ต้องทำความตกลงกันอีกครั้งหนึ่งด้วยการทำสัญญาทรัสต์รีซีท เมื่อจำเลยทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์โดยขอรับสินค้าไปจำหน่ายก่อน แต่ไม่ชำระเงินค่าสินค้าภายในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าว ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติถึงอายุความในการใช้สิทธิดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30คือ มีกำหนด 10 ปี ไม่ใช่เป็นกรณีตัวแทนเรียกร้องเงินทดรองที่จ่ายแทนตัวการซึ่งมีอายุความ 2 ปี

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์เพื่อขอรับเอกสารสิทธิในสินค้าไปรับสินค้าซึ่งจำเลยที่ 1 สั่งซื้อจากต่างประเทศจำนวน9 ฉบับ และตกลงชำระเงินค่าสินค้าตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับให้แก่โจทก์ พร้อมค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ตกลงชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่โจทก์ชำระเงินค่าสินค้าไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามสัญญา โจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยนในวันครบกำหนดชำระเงินตามสัญญาแต่ละฉบับรวมเป็นต้นเงินจำนวน 423,014,485.62 บาท ค่าอากรแสตมป์ 10 บาท ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 221,110,496.14 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 644,283,802.36บาท โดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 600,000,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ย และจำเลยที่ 1ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 34093, 34099 ตำบลหนองบัวอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และโฉนดเลขที่ 34396ที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 2106, 2899 ตำบลหนองบัว อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เป็นประกันหนี้ จำนวน 790,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย การคิดดอกเบี้ยโจทก์คิดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ โจทก์ติดตามทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ขอบังคับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 644,283,802.36บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 423,014,485.62บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การทำนองเดียวกันและแก้ไขคำให้การว่า

คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์มิได้เรียกร้องให้จำเลยที่ 1ชำระภายในกำหนด 2 ปี จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเฉพาะบางรายการเท่านั้น และโจทก์ยังมิได้ชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขาย โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามฟ้องและการคิดอัตราแลกเปลี่ยนไม่ถูกต้อง ยอดหนี้ตามฟ้องสูงเกินกว่าความเป็นจริง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ค้ำประกันมูลหนี้ตามฟ้องของโจทก์ ไม่มีการชำระเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตตามที่โจทก์อ้างเมื่อกรรมสิทธิ์ในสินค้าตกเป็นของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1ชำระค่าสินค้าจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 644,283,802.36 บาท

พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 423,014,485.62 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 จำนองไว้และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อต่อมาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์สั่งให้ตัวแทนของโจทก์ในต่างประเทศชำระเงินค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อให้แก่ผู้ขายไปก่อน โดยโจทก์จะเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1 ในภายหลังเป็นลักษณะที่โจทก์รับทำงานแทนจำเลยที่ 1เรียกเอาเงินที่ได้ทดรองจ่ายจากจำเลยที่ 1 จึงมีอายุความฟ้องร้อง 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193(1) และ (7) นั้น เห็นว่าการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ มีวิธีปฏิบัติในการชำระค่าสินค้าเป็นหลักสากลแตกต่างจากการซื้อขายทั่วไป คือ ผู้ซื้อจะต้องขอเครดิตจากธนาคารใดธนาคารหนึ่งภายในประเทศของผู้ซื้อสั่งให้ตัวแทนของธนาคารนั้นชำระราคาสินค้าให้แก่ผู้ขายโดยเมื่อผู้ขายได้นำสินค้าตามที่สั่งซื้อส่งมอบให้แก่ผู้ขนส่งแล้ว

ต้องนำเอกสารเกี่ยวกับสินค้าที่ผู้ขนส่งมอบให้เป็นหลักฐานว่าได้รับสินค้าไว้จากผู้ขายแล้วไปยื่นเสนอต่อธนาคารซึ่งเป็นตัวแทนของธนาคารในประเทศผู้ซื้อให้จ่ายเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายไปก่อน โดยวิธีการเช่นนี้ ผู้ซื้อสามารถทำได้โดยยื่นคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตแก่ธนาคารใดธนาคารหนึ่งในประเทศโดยนำหลักทรัพย์มาวางเป็นประกันไว้แก่ธนาคารนั้น และเมื่อสินค้าเดินทางมาถึงประเทศผู้ซื้อ ผู้ขนส่งมีหน้าที่ต้องส่งมอบสินค้าให้แก่ธนาคารผู้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่ผู้ซื้อเพราะเป็นผู้ถือใบตราส่งสินค้าไว้ ในกรณีตามฟ้อง โจทก์เป็นธนาคารผู้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้มีสิทธิรับมอบสินค้าไว้จากผู้ขนส่ง การที่จำเลยที่ 1 จะมาขอรับสินค้าไป

จำเลยที่ 1 ก็ต้องชำระราคาสินค้าที่โจทก์ได้สั่งให้ธนาคารตัวแทนในต่างประเทศจ่ายให้แก่ผู้ขายไปพร้อมกับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายหากจำเลยที่ 1 ยังไม่มีเงินชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ แต่ต้องการรับสินค้าไปจำหน่ายก่อน จำเลยที่ 1 ก็ต้องทำความตกลงอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการทำสัญญาทรัสต์รีซีทคดีนี้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีท กับโจทก์รวม 9 ฉบับ ขอรับเอกสารสิทธิเพื่อนำไปรับสินค้าออกไปจำหน่ายก่อน โดยสัญญาว่าจะชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาตามที่ระบุไว้ในสัญญาแต่ละฉบับ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินค่าสินค้าภายในกำหนดเวลาตามที่ระบุไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีท โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญาดังกล่าว

สิทธิเรียกร้องให้ชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทไม่มีกฎหมายบัญญัติถึงอายุความในการใช้สิทธิดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 19/30 คือมีกำหนด 10 ปี ไม่ใช่เป็นกรณีตัวแทนเรียกร้องเงินทดรองที่จ่ายแทนตัวการซึ่งมีอายุความ 2 ปี ดังที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ · ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1856/2568

โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะหน่วยงานของรัฐให้รับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 399/2568

การเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ ค่าเสื่อมสภาพจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ และค่าใช้จ่ายพนักงานในการติดตามดำเนินคดีและทวงถามทรัพย์คืนจากจำเลยในระหว่างที่จำเลยบังคับคดีนำทรัพย์ตามฟ้องของโจทก์ไปเก็บรักษ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8084/2567

คำวินิจฉัยของศาลล้มละลายกลางในคดีที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท อ. ลูกหนี้ และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ว่าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีขาดอายุคว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6568/2567

ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน ได้ความว่า สัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน เป็นกรณีที่ผู้ให้กู้อนุมัติวงเงินสินเชื่อ และมอบบัตรกดเงินสดให้ผู้กู้ โดยผู้กู้สามารถใช้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5783/2567

โจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากจำเลย มีบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาซื้อขายที่ดินอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายที่ดินว่าหากรังวัดที่แล้ว ปรากฏว่ามีเนื้อที่ไม่ครบถ้วนตามที่ระบุในโฉนดที่ดิน จำเลยยินยอมคืนเงิน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้