Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 822/2522

พ.ศ. 2522 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์มีกรณีต้องหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและจำเลยที่ 1 ตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวน แล้วจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ในฐานะรัฐมนตรีมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากราชการตามมติของ อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทย เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1และที่ 3 กระทำการตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2497 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น หากโจทก์เห็นว่าคำสั่งของจำเลยที่ไล่โจทก์ออกจากราชการไม่ถูกต้องก็อุทธรณ์ได้และโจทก์ก็ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2497 มาตรา 104 แล้วคำสั่งของนายกรัฐมนตรีจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 105 ของกฎหมายดังกล่าวเว้นแต่คำสั่งของนายกรัฐมนตรีจะไม่ถูกต้องตามกฎหมายและการฟังข้อเท็จจริงหรือการใช้ดุลพินิจนั้นไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนเพียงพอหรือมิได้เป็นไปโดยสุจริตแต่โจทก์ก็ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าคำสั่งของนายกรัฐมนตรีไม่ถูกต้องตามกฎหมายและมิได้บรรยายว่าคณะกรรมการสอบสวนของจำเลยที่ 1 หรือนายกรัฐมนตรีฟังข้อเท็จจริงหรือใช้ดุลพินิจโดยไม่มีพยานหลักฐานหรือเหตุผลสนับสนุนเพียงพอหรือโดยไม่สุจริตโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกถอนคำสั่งที่ไล่โจทก์ออกจากราชการส่วนข้อที่โจทก์ขอให้รับฟ้องฐานละเมิดซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เชื่อข้อเท็จจริงจากสำนวนสอบสวนของคณะกรรมการแล้วนำเข้าประชุม อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทยโดยไม่ให้โอกาสแก่ อ.ก.พ. แต่ละคนพิจารณาสอบสวนให้ละเอียดรอบคอบจำเลยที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์หลงเชื่ออ.ก.พ.กระทรวงฯ และไม่สอบสวนหรือเรียกพยานหลักฐานจากโจทก์มาประกอบการพิจารณาและจำเลยที่ 3ในฐานะประธานอ.ก.พ.กระทรวงฯ ในขณะนั้นใช้อำนาจมิชอบฉวยโอกาสจากความเกรงกลัวของผู้ใต้บังคับบัญชารวบรัดให้ที่ประชุมอ.ก.พ.มีมติให้ไล่โจทก์ออกจากราชการมีเจตนาไม่สุจริตไม่ให้ความเป็นธรรมเพียงพอโดยพิจารณาอุทธรณ์ในทางที่จะยืนยันคำสั่งซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นผู้ลงชื่อในขณะออกคำสั่งทำให้จำเลยที่ 2 เห็นชอบกับคำสั่งของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่าตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายหรือมิชอบด้วยกฎหมายให้โจทก์เสียหายแก่ทรัพย์สินหรือสิทธิหรือจำเลยทั้งสามทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 ดังที่โจทก์ฟ้อง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการขณะนั้นมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากราชการ โดยอ้างว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ต่อนายกรัฐมนตรีซึ่งจำเลยที่ 2มีหน้าที่พิจารณา นายกรัฐมนตรีก็มีคำสั่งยกอุทธรณ์ อันเนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งสามอันเป็นการมิชอบและเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โดยให้โจทก์มีสิทธิกลับเข้าสู่ฐานะเดิม ให้จำเลยร่วมกันจ่ายเงินเดือนถึงวันครบเกษียณและเงินบำนาญตั้งแต่วันครบเกษียณถึงวันฟ้อง และต่อไปจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิตหรือตามเงื่อนไขแห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่ใช้อยู่ในขณะที่จ่ายนั้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีนี้ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของศาลที่จะเข้าไปชี้ขาดในเรื่องนี้ โจทก์จะนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เพิกถอนคำสั่งไล่โจทก์ออกจากราชการไม่ได้ จึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินเดือนและเงินบำนาญแก่โจทก์ได้ ให้ยกเสียโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาแล้ว ที่โจทก์ฎีกาขอให้รับฟ้องโจทก์ที่ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เพิกถอนคำสั่งที่ 764/2517 ที่ไล่โจทก์ออกจากราชการนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์มีกรณีต้องหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และจำเลยที่ 1 ตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนโจทก์ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนเสร็จแล้ว จำเลยที่ 1 ก็นำเสนอ อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทยพิจารณา อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทยมีมติให้ไล่โจทก์ออกจากราชการจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้นจึงมีคำสั่งที่ 764/2517 ไล่โจทก์ออกจากราชการตามมติของ อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทย อันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ปฏิบัติไปตามอำนาจและหน้าที่ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2497 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น หากโจทก์เห็นว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ไล่โจทก์ออกจากราชการไม่ถูกต้องอย่างไร

ก็ชอบที่โจทก์จะยื่นอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2497 มาตรา 104 และโจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีแล้วเมื่อนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งยกอุทธรณ์ของโจทก์ คำสั่งของนายกรัฐมนตรีจึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2497 มาตรา 105 เว้นแต่คำสั่งของนายกรัฐมนตรีจะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และการฟังข้อเท็จจริงหรือการใช้ดุลพินิจนั้นไม่มีพยานหลักฐานหรือเหตุผลสนับสนุนเพียงพอหรือมิได้เป็นไปโดยสุจริตตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาที่ 646-647/2510 ระหว่างนายจั๊ว แซ่นิ้ม กับพวก โจทก์ เทศบาลนครกรุงเทพ กับพวก จำเลย แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า คำสั่งของนายกรัฐมนตรีไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ได้บรรยายฟ้องว่าคณะกรรมการสอบสวน

อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทย จำเลยที่ 1 หรือนายกรัฐมนตรีฟังข้อเท็จจริงหรือใช้ดุลพินิจโดยไม่มีพยานหลักฐานหรือเหตุผลสนับสนุนเพียงพอหรือโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เพิกถอนคำสั่งที่ไล่โจทก์ออกจากราชการ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นที่โจทก์ฎีกาขอให้รับฟ้องในข้อหาฐานละเมิดนั้น โจทก์บรรยายการกระทำของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยที่ 1 เชื่อข้อเท็จจริงจากสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการแล้วนำเข้าที่ประชุม อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทย โดยไม่ให้โอกาสแก่ อ.ก.พ.แต่ละคนพิจารณาสำนวนการสอบสวนให้ละเอียดรอบคอบ จำเลยที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์หลงเชื่อตามมติ อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทย และไม่สอบสวนหรือเรียกพยานหลักฐานจากโจทก์มาประกอบการพิจารณาตามกฎหมาย และจำเลยที่ 3 ในฐานะประธาน

อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ใช้อำนาจมิชอบ ฉวยโอกาสจากความเกรงกลัวของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชารวบรัดให้ที่ประชุม อ.ก.พ.มีมติให้ไล่โจทก์ออกจากราชการ ทั้งขณะพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ จำเลยที่ 3 ยังเป็นประธาน อ.ก.พ. ซึ่ง ก.พ.ตั้งให้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ของข้าราชการทั่วไป รวมทั้งอุทธรณ์ของโจทก์ด้วย จำเลยที่ 3 มีเจตนาไม่สุจริต ไม่ให้ความเที่ยงธรรมเพียงพอ โดยพิจารณาอุทธรณ์ในทางที่จะยืนยันคำสั่งซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นผู้ลงชื่อในขณะออกคำสั่ง ทำให้จำเลยที่ 2 เห็นชอบกับคำสั่งของจำเลยที่ 1 นับได้ว่าจำเลยทั้งสามจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแบบแผน

ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสามจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย หรือมิชอบด้วยกฎหมายให้โจทก์เสียหายแก่ทรัพย์สินหรือสิทธิ หรือจำเลยทั้งสามทำละเมิดต่อโจทก์ ดังที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มงคล วัลยะเพ็ชร์ · สนิท อังศุสิงห์ · สันติ์ ธีรนิติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้