Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 820/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การทำงานของโจทก์ที่ล่าช้าในการส่งรายการฐานะการเงินให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) และปฏิบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ กลต. กำหนด เป็นเหตุให้จำเลยต้องถูกเปรียบเทียบปรับนั้นเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นปกติและเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในปีแรกที่เพิ่งดำเนินการ ต่อมาโจทก์ก็ไม่เคยทำผิดพลาดอีก ข้อผิดพลาดเช่นนี้บริษัทหลักทรัพย์อื่น ๆ ก็เคยถูกเตือนหรือถูกปรับเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกันหรือสูงกว่าอีกทั้งส่วนงานอื่นของจำเลยก็เคยถูก กลต. มีมติให้เปรียบเทียบปรับเช่นกัน การกระทำผิดพลาดของโจทก์จึงมิใช่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายและมิใช่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบของจำเลยในกรณีร้ายแรง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้จ้างโจทก์เป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกรรมการผู้จัดการ ต่อมาจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ทำให้โจทก์เสียหายเสียชื่อเสียง ขาดรายได้ประจำและต้องตกงานซึ่งในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้โจทก์ไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถหางานใหม่ได้โดยได้รับค่าตอบแทนเท่ากับที่เคยได้รับจากจำเลยและเป็นการเสียโอกาสที่จะหางานกับบริษัทจำเลยตามอายุงานที่เหลือ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายจำนวน 7,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยออกหนังสือรับรองการผ่านงานแก่โจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์ทำงานกับจำเลยในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกรรมการผู้จัดการ

มีหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบส่วนบัญชีบริษัท ส่วนการเงิน ส่วนธุรการและการพนักงาน และตำแหน่งฝ่ายปฏิบัติกองทุน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบส่วนบัญชีกองทุน ซึ่งต้องทำรายงานทางบัญชีการเงินต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ตามกฎหมาย ก่อนที่จำเลยจะว่าจ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งดังกล่าวนั้น โจทก์ได้แจ้งแสดงคุณสมบัติว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่จะเข้ามาเป็นลูกจ้างของจำเลยจนทำให้หลงเชื่อ จึงได้ว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งดังกล่าวและระหว่างที่โจทก์ทำงานกับจำเลยอยู่นั้น โจทก์ไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ที่ตนเองรับผิดชอบให้สมกับที่ได้เคยแจ้งและแสดงคุณสมบัติให้จำเลยทราบก่อนที่จำเลยจะรับเข้าทำงาน

หากแต่โจทก์ทำงานในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยหลายครั้งหลายหนกล่าวคือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เคยมีหนังสือแจ้งว่าจำเลยส่งรายงานฐานะการเงินและรายงานรายได้และค่าใช้จ่ายประจำเดือนธันวาคม 2540 ล่าช้าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้และให้จำเลยไปรับการเปรียบเทียบปรับ นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เคยมีหนังสือแจ้งว่าจำเลยไม่ได้ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุนในหนังสือพิมพ์และจำเลยไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดกรณีประกาศมูลค่าทรัพย์สินสุทธิมูลค่าหน่วยลงทุน ราคาขายและราคาซื้อคืนหน่วยลงทุนในหนังสือพิมพ์รายวันผิดพลาดไม่เกินกว่า 1 สตางค์ต่อหน่วยลงทุน และได้กำชับให้จำเลยระมัดระวังและควบคุมดูแลการจัดการลงทุนให้เป็นไปตามกฎหมาย

การกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการกระทำที่ขาดความระมัดระวังและทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งโจทก์ยังไม่สามารถควบคุมดูแลงานภายในส่วนที่ตนเองมีหน้าที่รับผิดชอบตลอดจนไม่สามารถควบคุมดูแลและอบรมพนักงานที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ให้ทำงานในหน้าที่และเข้าใจในงานของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพจนก่อให้เกิดความเสียหายในส่วนงานที่โจทก์มีหน้าที่รับผิดชอบดังกล่าว รวมถึงไม่สามารถประสานงานระหว่างองค์กรของบริษัทจำเลยอยู่เป็นประจำซึ่งจำเลยได้มีการว่ากล่าวตักเตือนโจทก์หลายครั้งหลายหนแต่โจทก์ก็ไม่ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น จนในที่สุดจำเลยจึงมีมติเลิกจ้างโจทก์พร้อมกับได้จ่ายเงินชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 647,472.20 บาท

การกระทำของโจทก์จึงเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างมาก การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นธรรมแล้ว ทั้งศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้เนื่องจากการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ออกจากงานเป็นสิทธิของจำเลยที่จะกระทำได้ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 อีกทั้งการที่โจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานโดยไม่ได้ยื่นคำเรียกร้องสิทธิตามฟ้องของโจทก์ต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อพิจารณาและวินิจฉัยนั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 มกราคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยออกใบสำคัญรับรองการทำงานให้แก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า

"จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ได้รายงานการกระทำของนางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้จัดการของจำเลยต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือ กลต. เกี่ยวกับข้อสงสัยของผู้บริหารจำเลยในการแต่งตั้งบุคคลต่าง ๆ เข้ามาทำหน้าที่ให้คำปรึกษาหรือทำหน้าที่บริหารว่าอาจจะขัดต่อกฎหมาย อันถือได้ว่าโจทก์ได้ทำหน้าที่เพื่อปกป้ององค์กรของจำเลยซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนด้วยการระดมเงินทุนจากประชาชนมีมูลค่าสูงถึง 45,000,000,000 บาท จึงเป็นสิ่งที่โจทก์ชอบที่จะกระทำได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวทั้งที่โจทก์มิได้กระทำความผิด จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.2 โดยตำหนิคำเบิกความของพยานโจทก์อ้างว่าศาลแรงงานกลางรับฟังคำพยานโจทก์เป็นคุณต่อโจทก์

วินิจฉัยพยานหลักฐานขัดต่อพยานเอกสารในสำนวน และหยิบยกพยานหลักฐานเพียงบางส่วนมาวินิจฉัย เป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ไม่สามารถควบคุมดูแลและอบรมพนักงานผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ให้ทำงานในหน้าที่และเข้าใจในงานของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพรวมถึงไม่สามารถประสานงานระหว่างองค์กรของบริษัทจำเลยอยู่เป็นประจำ และที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.3 ว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ได้รายงานการกระทำของนางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้จัดการของจำเลยนั้น ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งมีพิรุธ เนื่องจากโจทก์ไม่รายงานทันทีที่เกิดข้อสงสัย ข้อเท็จจริงตามรายงานของโจทก์ไม่เป็นความจริง โจทก์กลั่นแกล้งใส่ร้ายนางโชติกาอันเป็นการทำผิดจรรยาบรรณของโจทก์ และ กลต. ก็ได้วินิจฉัยว่านางโชติกาไม่ได้กระทำผิด

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวนและไม่หยิบยกข้อเท็จจริงทั้งหมดขึ้นมาวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นล้วนเป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.1 ว่า พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 เป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมป้องกันมิให้บริษัทหลักทรัพย์และผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ประพฤติปฏิบัติสิ่งที่ไม่ชอบไม่ถูกต้อง อันจะเป็นเหตุก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน

พระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อมุ่งหมายให้เกิดความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีแก่ประชาชน ซึ่งหากมีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำความผิดอย่างร้ายแรงดังนั้น การทำงานของโจทก์ที่เป็นเหตุให้จำเลยต้องถูกเปรียบเทียบปรับตามเอกสารหมาย ล.5, ล.6 และ ล. จึงต้องถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรงอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงด้วย และเมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในสำนวนที่ว่าโจทก์เคยเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ระดับสูงอยู่ใน กลต. และการที่จำเลยถูกปรับหลายครั้งหลายหนเนื่องมาจากการทำงานของโจทก์จึงต้องถือว่าโจทก์จงใจที่จะทำให้จำเลยต้องได้รับความเสียหายซึ่งเมื่อพิจารณาจากระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ว่า

หากพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจงใจทำให้บริษัทจำเลยได้รับความเสียหายจำเลยมีสิทธิที่จะเลิกจ้างได้ทันที การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการกระทำที่ชอบแล้วนั้น เรื่องนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าการทำงานของโจทก์ที่ล่าช้าในการส่งรายการฐานะการเงินให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และปฏิบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดกรณีประกาศมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ มูลค่าหน่วยลงทุนราคาขายและราคารับซื้อคืนหน่วยลงทุนในหนังสือพิมพ์รายวันผิดพลาดไม่เกินกว่า 1 สตางค์ต่อหน่วยลงทุน เป็นเหตุให้จำเลยต้องถูกเปรียบเทียบปรับตามเอกสารหมาย ล.5, ล.6 และ ล.8 นั้น เป็นเรื่องไม่ร้ายแรง ซึ่งการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นปกติและเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในปีแรกที่เพิ่งดำเนินการ

ต่อมาโจทก์ก็ไม่เคยทำผิดพลาดอีก ข้อผิดพลาดเช่นนี้บริษัทหลักทรัพย์อื่น ๆ ก็เคยถูกเตือนหรือถูกปรับเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกันหรือสูงกว่าตามเอกสารหมาย จ.14 อีกทั้งส่วนงานอื่นของจำเลยก็เคยถูก กลต. มีมติให้เปรียบเทียบปรับเช่นกันตามเอกสารหมาย จ.15 เห็นว่า การกระทำผิดพลาดของโจทก์ตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมาดังกล่าวถือไม่ได้ว่าโจทก์มีเจตนาให้จำเลยได้รับความเสียหายจึงมิใช่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ส่วนการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยในกรณีร้ายแรงหรือไม่นั้น เมื่อการกระทำผิดพลาดของโจทก์เป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นปกติและเป็นการกระทำผิดพลาดที่เกิดขึ้นในปีแรกของการดำเนินการ อีกทั้งข้อผิดพลาดดังกล่าวก็ทำความเสียหายแก่จำเลยไม่มากนัก จึงมิใช่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบของจำเลยในกรณีร้ายแรง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · พันธาวุธ ปาณิกบุตร · อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567

แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 757/2567

เงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินอย่างหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าหนี้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3529/2565

การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมาใช้บังคับแก่คดี เป็นปัญหาข้อกฎหมายสำคัญที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษควรวินิจฉัยให้ เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3100/2563

ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยมาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 643/2563

จำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยาและมีบุตรด้วยกัน เพิ่งเลิกคบหากันก่อนเกิดเหตุเพียงหนึ่งเดือน ความสัมพันธ์ยังคงมีอยู่ไม่ถึงกับตัดขาดทีเดียว การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ตามหาผู้เสียหายที่ 2 ใน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้