Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 819/2525

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ขณะทำสัญญากับจำเลย ภ. ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ คือโจทก์ ซึ่งมีฐานะเป็นกรมในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี การลงนามในสัญญาดังกล่าวเป็นการปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ตามระเบียบแบบแผนและตามที่ได้รับมอบหมายจากทางราชการของโจทก์ ดังนี้ถือได้ว่า ภ. ได้กระทำการไปในฐานะเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์มีอำนาจลงนามในสัญญาแทนโจทก์ได้โดยชอบ โดยไม่จำต้องมีการมอบอำนาจเพื่อการนี้อีก เงินทุนมูลนิธิฟอร์ดมอบให้แก่รัฐบาลไทยเพื่อเป็นการช่วยเหลือในการจัดส่งข้าราชการไปศึกษาอบรมและฝึกงาน ณ ต่างประเทศเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการไทยเมื่อโจทก์ติดต่อจนได้รับทุนมาแล้วได้จัดส่งจำเลยที่ 1 ไปศึกษา ณ ต่างประเทศ โดยโจทก์จำเลยทำสัญญากันว่า เมื่อเสร็จการศึกษาแล้วจำเลยที่ 1 จะต้องกลับมารับราชการในสังกัดโจทก์ ดังนี้ วัตถุประสงค์ของสัญญาที่ทำกันไว้หาได้ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันตามข้อสัญญาที่ทำไว้ จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินเดือนที่ได้รับไปจากโจทก์พร้อมด้วยเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินเดือนคืนให้แก่โจทก์ อันเป็นการบรรเทาความเสียหายให้แก่โจทก์ส่วนหนึ่งแล้ว จำเลยที่ 2 เป็นแต่เพียงผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ยอมตนเข้าผูกพันค้ำประกันจำเลยที่ 1 ก็เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาของจำเลยที่ 1 และประโยชน์อันจะพึงมีแก่โจทก์โดยส่วนรวมแต่ถ่ายเดียว จึงมีเหตุผลที่ควรได้รับความเห็นใจ เห็นได้ว่าในกรณีเช่นนี้การคิดเอาเบี้ยปรับจากจำเลยที่ 2 อีกเท่าหนึ่งของจำนวนเงินทุนที่ต้องชดใช้คืนน่าจะสูงเกินส่วน สมควรลดเบี้ยปรับเฉพาะส่วนนี้ลงกึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันฎีกาขอให้ลดจำนวนเบี้ยปรับแต่เพียงผู้เดียวเมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรลดเบี้ยปรับและกรณีเป็นหนี้ร่วมกันจะแบ่งแยกมิได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ รับราชเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญชั้นโท ได้รับทุนมูลนิธิฟอร์ดจากการอนุมัติของโจทก์ให้ไปศึกษา ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญากับโจทก์ว่า เมื่อเสร็จการศึกษาหรือถูกเรียกตัวกลับจะต้องรับราชการในสังกัดโจทก์ฯ หากจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาจำเลยที่ ๑ ยอมชดใช้คืนเงินทุนเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มหรือเงินอื่นใดทั้งสิ้นที่จำเลยที่ ๑ ได้รับจากทางราชการในระหว่างเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ไปศึกษาหรือฝึกอบรมแก่โจทก์ กับยอมจ่ายเงินเป็นเบี้ยปรับแก่โจทก์อีกจำนวนหนึ่งเท่ากับเงินที่จำเลยที่ ๑ จะต้องชดใช้คืน จำเลยที่ ๒ ได้เข้าทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์ในกรณีที่จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาจำเลยที่ ๑ ไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาไม่กลับมารับราชการและยื่นใบลาออกจากราชการโดยยอมใช้เงินเดือนที่ได้รับไประหว่างศึกษาพร้อมเบี้ยปรับแก่โจทก์แล้ว แต่เงินทุนมูลนิธิฟอร์ดของรัฐบาลไทยจำนวน ๒๔,๑๖๖.๙๕ เหรียญสหรัฐกับเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าคิดเป็นเงินไทย ๙๘๘,๔๒๘.๒๖ บาท จำเลยที่ ๑ ไม่ยอมชดใช้คืน ขอให้ศาลพิพากษาและบังคับ

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการและว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินที่จำเลยที่ ๑ ได้รับจากมูลนิธิฟอร์ดมาเป็นของโจทก์ เพราะเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบ สัญญาท้ายฟ้องขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นโมฆะ ผู้ลงนามในสัญญาไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ในฐานะลูกหนี้และจำเลยที่ ๒ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระเงิน ๑,๓๔๐,๙๖๗.๖๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า มูลนิธิฟอร์ดได้เสนอให้เงินทุนแก่รัฐบาลไทยเพื่อส่งข้าราชการไปศึกษาในต่างประเทศ รัฐบาลไทยโดยกรมวิเทศสหการเป็นผู้สนองรับทุนดังกล่าว โจทก์มีหนังสือถึงสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อติดต่อผ่านกรมวิเทศสหการขอรับทุนมูลนิธิฟอร์ด และได้ติดต่อโดยตรงกับมูลนิธิฟอร์ด เมื่อได้รับทุนแล้วโจทก์ได้ทำการคัดเลือกข้าราชการตามวิธีการและระเบียบที่โจทก์วางไว้ จำเลยที่ ๑ ข้าราชการพลเรือนสามัญชั้นโทในสังกัดโจทก์เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกและได้รับทุนดังกล่าวไปศึกษา ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ และเป็นผู้อนุมัติให้จำเลยที่ ๑ ลาไปเพื่อการศึกษา ณ

ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อการนี้ จำเลยที่ ๑ ได้ยอมตนเป็นคู่สัญญากับโจทก์ โดยมีจำเลยที่ ๒ เข้าทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ จำเลยที่ ๑ได้รับเงินทุนมูลนิธิฟอร์ดเพื่อการศึกษาเป็นเวลา ๓ ปี สำเร็จการศึกษาแล้วขอลาศึกษาและฝึกงานต่ออีก ๑ ปี รวมเวลาที่ไปศึกษาและฝึกงานเป็นเวลา๔ ปี แล้วไม่ยอมกลับ ได้ขอลาออกจากราชการและได้ส่งเงินเดือนที่รับไปจากโจทก์ ๔ ปี พร้อมเบี้ยปรับ ๑ เท่าของเงินเดือนคืนให้แก่โจทก์แล้ว ส่วนเงินทุนมูลนิธิฟอร์ดที่ได้รับไปยังไม่ได้ใช้คืน ประเด็นแรกในข้อที่ว่า นายภุชงค์จะมีอำนาจลงนามเป็นคู่สัญญาตามเอกสารหมาย จ.๔ แทนโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะที่มีการทำสัญญาตามเอกสารหมาย จ.๔ นายภุชงค์ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งต่อมาได้มีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๑๕ ให้เปลี่ยนชื่อสำนักงานสภาการศึกษาแห่งชาติเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติคือโจทก์ ซึ่งมีฐานะเป็นกรมในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี และทางนำสืบของโจทก์รับฟังได้ต่อไปว่าการลงนามในสัญญาเอกสารหมาย

จ.๔นายภุชงค์ได้ปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ตามระเบียบแบบแผนและตามที่ได้รับมอบหมายจากทางราชการของโจทก์ เห็นว่า นายภุชงค์ได้กระทำการไปในฐานะเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์ จึงมีอำนาจในการลงนามในสัญญาเอกสารหมาย จ.๔ แทนโจทก์ได้โดยชอบ โดยไม่จำต้องมีการมอบอำนาจเพื่อการนี้ให้เป็นการซ้ำซ้อนอีก ข้อฎีกาจำเลยที่ ๒ ที่ว่า จำเลยที่ ๑ ได้รับเงินทุนจากมูลนิธิฟอร์ดโดยตรง ไม่ได้รับจากรัฐบาลไทย โจทก์ไม่ชอบที่จะแสวงหาประโยชน์จากเงินของผู้อื่น ทั้งขัดกับเจตนารมณ์ของเจ้าของเงินทุนซึ่งไม่ประสงค์ที่จะเรียกเงินคืน สัญญาเอกสารหมาย จ.๔ เป็นสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ในข้อนี้ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว

เห็นว่าเงินทุนดังกล่าวมูลนิธิฟอร์ดมีเจตจำนงที่จะมอบให้แก่รัฐบาลไทย เพื่อเป็นการช่วยเหลือในการจัดส่งข้าราชการไปศึกษาอบรมและฝึกงาน ณ ต่างประเทศ เพื่อประโยชน์แก่ราชการไทยซึ่งทางรัฐบาลไทยโดยโจทก์เป็นผู้ติดต่อ และเมื่อได้รับทุนมาแล้วได้จัดส่งจำเลยที่ ๑ ไปศึกษา ณ ต่างประเทศ เพื่อยังประโยชน์แก่ราชการของโจทก์ โดยทุนดังกล่าวจำเลยที่ ๑ ผู้ได้รับก็ได้ตกลงยอมรับที่จะปฏิบัติตามข้อสัญญาที่ให้ไว้แก่โจทก์ ซึ่งวัตถุประสงค์ของสัญญาที่ทำกันไว้ก็หาได้ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด จำเลยที่ ๑ จึงต้องผูกพันตามข้อสัญญาที่ทำไว้ เมื่อจำเลยที่ ๑ ประพฤติผิดสัญญาไม่ยอมกลับมารับราชการในสังกัดโจทก์ ทำให้ราชการของโจทก์ต้องเสียหายประโยชน์ที่จะพึงได้รับจากการส่งจำเลยที่ ๑ ไปศึกษาต้องสูญไป ข้ออ้างฎีกาจำเลยที่ ๒ ดังกล่าวไม่เป็นเหตุอันควรแก่การรับฟัง ในเรื่องจำนวนเบี้ยปรับนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ ๑ ได้ชำระเงินเดือนที่รับไปจากโจทก์ ๔ ปี พร้อมเบี้ยปรับอีก ๑ เท่าของเงินเดือนคืนให้แก่โจทก์อันเป็นการบรรเทาความเสียหายแก่โจทก์ส่วนหนึ่งแล้ว และเมื่อคำนึงถึงว่าจำเลยที่ ๒ เป็นแต่เพียงผู้ค้ำประกันมิใช่ผู้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์โดยตรง การที่จำเลยที่ ๒ ยอมตนเข้าผูกพันค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ก็เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาของจำเลยที่ ๑ และประโยชน์อันจะพึงมีแก่โจทก์โดยส่วนรวมแต่ฝ่ายเดียว จำเลยที่ ๒ มิได้รับประโยชน์ด้วย เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ผิดสัญญาจึงมีเหตุผลที่ควรได้รับความเห็นใจ เมื่อพิจารณาเหตุดังกล่าวประกอบกันแล้ว

ศาลฎีกาเห็นว่า ในกรณีที่จำเลยที่ ๒ จะต้องชดใช้เงินให้แก่โจทก์โดยผู้อื่นเป็นต้นเหตุเช่นนี้ การคิดเอาเบี้ยปรับอีกเท่าหนึ่งของจำนวนเงินทุนที่ต้องชดใช้คืนนั้นเห็นว่าน่าจะสูงเกินส่วน สมควรลดเบี้ยปรับเฉพาะส่วนนี้ลงกึ่งหนึ่งแม้จำเลยที่ ๑ จะมิได้ฎีกาโดยจำเลยที่ ๒ ผู้เดียวฎีกา ก็เป็นหนี้ร่วมกันจะแบ่งแยกมิได้จำเลยที่ ๑ ย่อมได้รับผลเป็นคุณด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ในฐานะลูกหนี้ และจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกัน ชำระเงิน ๗๔๑,๓๒๑ บาท ๙ สตางค์ แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สนิท อังศุสิงห์ · ปรีชา พานิชวงศ์ · สำเนียง ด้วงมหาสอน
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายส่งศักดิ์ เปรมวุติ
ศาลอุทธรณ์ - นายเดือน จิตรกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้