Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 819/2493

พ.ศ. 2493 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เจ้าของที่ดินทำสัญญากับผู้เช่าให้ผู้เช่าปลูกตึกคอนกรีตลงในที่ดินของตน โดยให้ผู้เช่าเป็นผู้ออกเงินค่าปลูกสร้างเป็นเงินจำนวนหนึ่งแล้วเจ้าของที่ดินยอมให้ผู้เช่าเช่าตึกนั้นมีกำหนด 3 ปี ดังนี้ เป็นเพียงผู้เช่าออกเงินค่าก่อสร้างไปแทนเจ้าของที่ดินเท่านั้น ตามลักษณะของทรัพย์ที่เป็นตึก จะแยกจากที่ดินไม่ได้ ย่อมเป็นส่วนควบของที่ดิน จึงตกเป็นของเจ้าของที่ดินด้วย การที่เจ้าของร่วมคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้จัดการทรัพย์มาแต่แรกแต่คนเดียวเอาทรัพย์ให้ผู้อื่นเช่า แล้วเจ้าของร่วมอีกคนหนึ่งมาฟ้องขอให้ทำลายสัญญาเช่าโดยอ้างว่าไม่ได้รับความยินยอมจากตนและเจ้าของร่วมคนอื่นอีกคนหนึ่งนั้นเป็นหน้าที่เจ้าของร่วมคนที่ฟ้องจะต้องนำสืบว่าตนและเจ้าของร่วมคนอื่นอีกคนหนึ่งไม่ได้ยินยอมและผู้เช่าผู้เป็นคู่สัญญาก็รู้ถึงความเห็นส่วนมากของเจ้าของร่วมนี้ด้วยจึงจะปลีกพ้นจากความรับผิดได้ โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับเงินค่าก่อสร้างตึกที่จำเลยออกแทนไปเพื่อขับไล่จำเลยออกจากตึกนี้ แต่เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิจะขับไล่ทั้งจำเลยก็มิได้ขอเรียกเงินจำนวนนี้จากโจทก์ จึงเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะใช้เขาหรือไม่ไม่ใช่คำบังคับ

คำฟ้องและคำให้การ

เนื้อเรื่องแห่งคดีนี้มีว่า ที่ดินโฉนดที่ 1678 ในเขตเทศบาลมีชื่อนางหอมมารดาและนางบุญเกื้อ นายประจวบ บุตรเป็นเจ้าของในที่ดินแปลงนี้มีตึกปลูกอยู่ แต่ถูกไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2483 นางหอมได้ตกลงทำสัญญากับนางจิวใน พ.ศ. 2484 ให้นางจิวปลูกตึกคอนกรีตลงในที่ดินนี้ โดยนางจิวเป็นผู้ออกเงินค่าปลูกสร้างเป็นเงิน3,280 บาท นางหอมยอมให้นางจิวเช่าตึกรายนี้มีกำหนด 3 ปี ต่อมาเมื่อพ้น 3 ปีแล้ว นางหอมได้มีหนังสือให้นางจิวมาทำสัญญาใหม่แต่นางจิวได้ตายเสียก่อนระหว่างนั้น นางบุญเกื้ออยู่ต่างจังหวัดได้มาหานางหอมบอกความประสงค์ว่า อยากได้ตึกรายนี้สักห้องหนึ่งไว้อยู่ทำการค้า แต่นางหอมไม่พอใจนางบุญเกื้อจึงไม่ให้ และได้ตกลงให้ จำเลยที่ 1 กับที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรนางจิว

เช่ามีกำหนด 3 ปี ตามหนังสือสัญญาเช่าหมายเลข 2 ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2490 นางบุญเกื้อจึงมอบฉันทะให้นางมั่ง วีระวัฒน์ สามีมาฟ้องคดีนี้ ขอให้ศาลแสดงว่าตึกที่นางจิวปลูกในที่ดินแปลงนี้ หมายเลข 614-616 เป็นของโจทก์นางจิวเป็นแต่ออกเงินในการก่อสร้างแทน ขอให้จำเลยที่ 1 ทายาทของนางจิวรับเงินจำนวนนี้จากโจทก์ จำเลยที่ 2-3 อยู่ในตึกรายนี้โดยไม่มีสิทธิ จึงขอให้ขับไล่ กับเรียกค่าเสียหายเมื่อจำเลยยื่นสัญญาเช่าหมายเลข 2 ในวันชี้สองสถาน โจทก์จึงฟ้องเพิ่มเติมว่าสัญญาเช่าเป็นโมฆะ เพราะโจทก์ไม่ได้รับรู้และไม่ได้ยินยอมอนุญาตจำเลยให้การว่า จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่านางหอมมีอำนาจให้เช่าได้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าให้ตึกหมายเลข 614-616 เป็นของโจทก์ให้จำเลยที่ 1 รับเงินที่นางจิวออกแทนไปในการปลูกสร้าง 3280 จากโจทก์คำขออื่นให้ยกศาลอุทธรณ์เห็นว่าสัญญาเช่าไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1358 วรรค 3 ด้วย จึงพิพากษาแก้ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกรายนี้ กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้เจ้าของเดือนละ 60 บาท กับให้ทำลายสัญญาเช่าหมายเลข 2จำเลยฎีกาศาลฎีกาฟังว่า ตึกที่ฟ้องเป็นส่วนควบของที่ดินจึงเป็นของโจทก์ตามศาลล่างวินิจฉัย ส่วนสัญญาเช่าหมายเลข 2 นั้น เห็นว่านางหอมเป็นผู้จัดการหาผลประโยชน์ในที่ดินรายนี้มาแต่ต้นผู้เดียวในเบื้องต้นต้องฟังว่านางหอมมีอำนาจให้เช่าแทนโจทก์ได้ที่โจทก์ว่าการเช่าครั้งนี้โจทก์ไม่ยอมเพราะต้องการจะอยู่เองสักห้องหนึ่งนั้นก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับนางหอมผู้เป็นเจ้าของร่วมโจทก์หาได้บอกจำเลยไม่ จึงเป็นหน้าที่โจทก์ที่จะแสดงว่า

โจทก์และนางประจวบไม่ได้ยินยอมและจำเลยผู้เป็นคู่สัญญาก็รู้แล้วด้วย เมื่อโจทก์สืบไม่ได้ก็ไม่มีทางจะทำลายสัญญานี้ได้ จำเลยจึงมีสิทธิอยู่ในตึกรายนี้ได้ตามสัญญา เพราะยังไม่หมดสัญญาส่วนเรื่องค่าปลูกสร้างที่นางจิว ออกแทนนางหอมไปนั้น ในคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับเงินจำนวนนี้เพื่อขับไล่จำเลย แต่เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิขับไล่ ทั้งจำเลยก็มิได้ขอเรียกเงินจำนวนนี้จากโจทก์จึงเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะใช้เขาหรือไม่ ไม่ใช่คำบังคับพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อที่ขอทำลายสัญญาเช่าหมาย ล.2 และขอให้ขับไล่จำเลย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นาถปรีชา · นนทประชา · ศิลปสิทธิวินิจฉัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้