Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8154/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์ได้รับโอนประทานบัตรในการทำเหมืองแร่ มาจากบริษัท ซ.ซึ่งเป็นคนต่างด้าวเมื่อปี 2514 โจทก์ได้ยึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ดังนี้ แม้บริษัท ซ.ซึ่งเป็นคนต่างด้าวจะได้ที่ดินพิพาทมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่มิใช่ว่าการได้มาซึ่งที่ดินนั้นจะไม่มีผลเสียเลย กฎหมายเพียงแต่จำกัดสิทธิมิให้บริษัท ซ. ซึ่งเป็นคนต่างด้าวนั้นถือสิทธิหรือใช้สิทธิในที่ดินที่ได้มาอย่างเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ได้และต้องจำหน่ายที่ดินนั้นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94เมื่อบริษัท ซ. โอนสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โจทก์ผู้รับโอนย่อมมีสิทธิในที่ดินนั้นโดยสมบูรณ์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง สิทธิตามประทานบัตรซึ่งเป็นสิทธิในการทำเหมืองแร่นั้นเป็นสิทธิที่จะต้องบังคับตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510อันแตกต่างกับสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นสิทธิคนละส่วนแยกต่างหากจากกันได้ หาใช่ว่าหากผู้ใดมีสิทธิตามประทานบัตรแล้วจะไม่อาจมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามประทานบัตรนั้นได้เลยไม่ มิฉะนั้นจะมีผลเป็นว่า ผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินแปลงใดโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่แต่เดิมแล้ว หากต่อมาได้รับอนุญาตให้ทำเหมืองแร่ในที่ดินแปลงดังกล่าวจะทำให้สิทธิครอบครองซึ่งมีอยู่เดิมก่อนแล้วต้องหมดสิ้นไปด้วย ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้มีสิทธิครอบครองได้โอนการครอบครองติดต่อกันมาจนถึงโจทก์ซึ่งรับโอนทั้งสิทธิครอบครองและสิทธิตามประทานบัตรจากบริษัท ซ.โจทก์ได้ยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาโจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 แม้ประทานบัตรของโจทก์หมดอายุแล้วก็หามีผลทำให้โจทก์สิ้นสิทธิครองครองในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสิทธิคนละส่วนกันแต่อย่างใดไม่การที่โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์แต่จำเลยทั้งสองและบริวารยังขืนอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไปโดยไม่ยอมส่งมอบคืนโจทก์ จึงเป็นการรบกวนการครอบครองอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารให้ออกไปจากที่ดินพิพาทได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดพร้อมรั้วลวดหนามทั้งหมด ตลอดจนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และห้ามไม่ให้จำเลยเข้าเกี่ยวข้องที่ดินของโจทก์ต่อไปจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินที่จำเลยที่ 2เข้าครอบครองอยู่ในปัจจุบันนั้น จำเลยที่ 2 ไม่ได้เข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 และโจทก์แต่อย่างใด จำเลยที่ 2เข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของตนเองติดต่อกันมาเป็นเวลากว่า10 ปี มีเนื้อที่ทั้งหมด 8 ไร่ 2 งาน มีอาณาเขตติดต่อและกว้างยาวตลอดจนที่ตั้งตามเอกสารท้ายคำให้การ โดยที่ดินที่จำเลยที่ 2 ครอบครองอยู่นั้น เดิมเป็นของบิดาจำเลยที่ 2ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 2 ครอบครองอยู่นั้นเป็นของจำเลยที่ 2 และห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลยที่ 2โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทจำเลยที่ 2ได้ครอบครองแทนจำเลยที่ 1 ดังนั้น

จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจอ้างได้ว่าจำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินของโจทก์ในบริเวณดังกล่าวด้วยตนเอง ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ และฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ย่อมตกไปด้วยพิพากษายกฟ้องและให้ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 2โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์รับโอนสิทธิในที่ดินพิพาทมาจากคนต่างด้าวนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์ได้รับโอนประทานบัตรในการทำเหมืองแร่เลขที่ 9597/7450 มาจากบริษัทไชมิสทิน

ซินดิเกต จำกัดซึ่งเป็นคนต่างด้าวเมื่อปี 2514 โจทก์ได้ยึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา เห็นว่าแม้บริษัทไชมิสทิน ซินดิเกต จำกัด ซึ่งเป็นคนต่างด้าวจะได้ที่ดินพิพาทมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่มิใช่ว่าการได้มาซึ่งที่ดินนั้นจะไม่มีผลเสียเลย กฎหมายเพียงแต่จำกัดสิทธิมิให้บริษัทไชมิสทิน ซินดิเกต จำกัด ซึ่งเป็นคนต่างด้าวนั้นถือสิทธิหรือใช้สิทธิในที่ดินที่ได้มาอย่างเจ้าของกรรมสิทธิไม่ได้และต้องจำหน่ายที่ดินนั้นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94เมื่อบริษัทไชมิสทิน ซินดิเกต จำกัด โอนสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ผู้รับโอนย่อมมีสิทธิในที่ดินนั้นโดยสมบูรณ์โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า

โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองหรือไม่ คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องโดยชัดแจ้งว่า โจทก์เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทด้วย โดยโจทก์ซื้อสิทธิครอบครองและสิทธิประโยชน์ทั้งหมด กล่าวคือสิทธิในกิจการเหมืองแร่และสิทธิในการครอบครองที่ดินจากบริษัทไชมิสทินซินเกต จำกัดและผู้มีชื่อคนอื่น ๆ โจทก์จึงมีสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวทั้งหมด ทั้งโจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์เพื่อตนเองมาโดยตลอดโดยได้สำรวจแร่และดำเนินกิจการเหมืองแร่ตามประทานบัตรและโจทก์ได้ทำสวนเกษตรโดยปลูกพืชผลต่าง ๆ ในที่ดินที่โจทก์ครอบครองทั้งหมดด้วย แสดงว่านอกจากจะเป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในการทำเหมืองแร่โดยรับโอนสิทธิตามประทานบัตรแล้วยังได้กล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวโดยซื้อหรือรับโอนมาจากเจ้าของที่ดินเดิมอีกด้วย

เห็นว่าสิทธิตามประทานบัตรซึ่งเป็นสิทธิในการทำเหมืองแร่นั้นเป็นสิทธิที่จะต้องบังคับตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 อันแตกต่างกับสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงเป็นสิทธิคนละส่วนแยกต่างหากจากกันได้หาใช่ว่าหากผู้ใดมีสิทธิตามประทานบัตรแล้ว จะไม่อาจมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามประทานบัตรนั้นได้เลยไม่ มิฉะนั้นจะมีผลเป็นว่า ผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินแปลงใดโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่แต่เดิมแล้ว หากต่อมาได้รับอนุญาตให้ทำเหมืองแร่ในที่ดินแปลงดังกล่าวจะทำให้สิทธิครอบครองซึ่งมีอยู่เดิมก่อนแล้วต้องหมดสิ้นไปด้วย คดีนี้โจทก์มีนายประมูล เขียวหวาน ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และเป็นหัวหน้าช่างแผนที่มีหน้าที่ระวังดูแลที่ดินของโจทก์เบิกความยืนยันว่า

โจทก์ซื้อทั้งสิทธิครอบครองและสิทธิประโยชน์ในที่ดินรวมทั้งหมดจากบริษัทไซมิสทินซินดิเกต จำกัดมาตั้งแต่ปี 2514 และมีนายประชา ศิริรัตน์ หัวหน้าคนงานมีหน้าที่ดูแลพืชผลของโจทก์เบิกความสนับสนุนว่าโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยปักเสาคอนกรีตและขึงลวดหนามล้อมรอบอาณาบริเวณที่ดินที่โจทก์เคยทำเหมืองแร่ และปลูกพืชผลอาสิน เช่นต้นมะม่วงหิมพานต์ ต้นยูคาลิปตัส ต้นเงาะ และต้นทุเรียน เป็นการแสดงความเป็นเจ้าของมาโดยตลอด เมื่อปี 2534 จำเลยที่ 1 ขอปลูกบ้านในที่ดินของโจทก์ และต่อมาได้ให้จำเลยที่ 2เข้าไปปลูกบ้านอาศัยในที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นกลับเป็นพยานโจทก์เบิกความรับว่าทำสัญญากับโจทก์ขออยู่อาศัยในที่ดินพิพาทและจำเลยที่ 2 คงกล่าวอ้างและนำสืบลอย

ๆ ว่า จำเลยที่ 2ไม่ได้อาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทโดยไม่มีพยานอื่นสนับสนุนให้ฟังได้เป็นจริงเช่นนั้น นอกจากนี้ยังปรากฏตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับบริษัทไซมิสทิน ซินดิเกตจำกัด เอกสารหมาย จ.1 ข้อ 1. ระบุว่า ผู้ขายจะขายและผู้ซื้อ(โจทก์) จะซื้อที่ดินกรรมสิทธิ์และผลประโยชน์ทั้งหมดในที่ดินแปลงเหนือดังกล่าวนี้และตามเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเป็นบันทึกการที่โจทก์ได้รับเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.1ก็ระบุว่า โจทก์ได้รับหนังสือสำคัญซื้อขายที่ดินที่เจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมขายให้บริษัทแอลลูเวียลทิน (สยาม) จำกัดและเจ้าของแต่ละรายได้รับเงินค่าที่ดินไปเรียบร้อยแล้วรวมทั้งที่ดินของนายเยื้อง

สงวนนาม นายสว่าง สงเคราะห์นางละแม้น จงกี่แห้ง นางสุดา สหัสสานนท์ ขุนบริรักษ์โลหวิสัยนายไป๋ จุลเขตร์ และนายเกียด ว่าวทอง แม้ตามบันทึกดังกล่าวจะมีข้อความว่า เจ้าของที่ดินเดิมได้แจ้งแก่นายอำเภอให้ทราบว่าเจ้าของที่ดินเดิมแต่ละรายที่ยื่นแบบแจ้งการครอบครองไว้นั้นได้โอนสิทธิครอบครองในที่ดินแต่ละรายให้แก่ผู้อื่นไปแล้วเท่านั้นหากจะถือว่าข้อความดังกล่าวเป็นการสละสิทธิครอบครองก็เป็นการสละสิทธิครอบครองเพราะได้โอนไปให้แก่บุคคลอื่นแล้ว โดยตนเองมิได้ยึดถือครอบครองเพื่อตนอีกต่อไป หาใช่ว่าเป็นการสละสิทธิครอบครองอันจะมีผลทำให้ที่ดินดังกล่าวกลับกลายสภาพเป็นที่รกร้างว่างเปล่าแต่อย่างใดไม่ ทั้งได้ความชัดแจ้งว่า การที่เจ้าของที่ดินเหล่านี้สละสิทธิครอบครองในที่ดินของตนก็เพื่อโอนให้บริษัทแอลลูเวียลทิน (สยาม)

จำกัด เพื่อนำไปขอประทานบัตรที่ดินพิพาทและที่ดินบริเวณดังกล่าวตามประทานบัตรของโจทก์ซึ่งรับโอนมาจากบริษัทไซมิสทิน ซินดิเกต จำกัดผู้รับโอนมาจากบริษัทแอลลูเวียลทิน (สยาม) จำกัด อีกต่อหนึ่งจึงมิใช่ที่ว่างตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 4แต่ประการใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีผู้สิทธิครอบครองได้โอนการครอบครองติดต่อกันมาจนถึงโจทก์ซึ่งรับโอนทั้งสิทธิครอบครองและสิทธิตามประทานบัตรจากบริษัทไซมิสทิน ซินดิเกต จำกัด และได้ความว่าโจทก์ได้ยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1367 แม้ประทานบัตรของโจทก์หมดอายุแล้วก็หามีผลทำให้โจทก์สิ้นสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสิทธิคนละส่วนกันแต่อย่างใดไม่

การที่โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองและบริวารยังขืนอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไปโดยไม่ยอมส่งมอบคืนโจทก์ จึงเป็นการรบกวนการครอบครองอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารให้ออกไปจากที่ดินพิพาทได้พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามฟ้อง และห้ามจำเลยทั้งสองกับบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไป

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ · ไพโรจน์ คำอ่อน · เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้