Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8141/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ก่อนที่จะมีการบันทึกข้อตกลงเลิกสัญญาจ้างต่อกัน โจทก์และจำเลยมีข้อพิพาทกันหลายเรื่องได้มีการเจรจากันหลายครั้งก่อนหน้านี้ และโจทก์เป็นผู้คิดคำนวณเรียกร้องเงินช่วยเหลือจากจำเลยเองโดยมีจำนวนเงินสูงกว่าสิทธิที่โจทก์ควรจะได้รับโดยรวมเงินค่าจ้างค้างและเงินค่าตำแหน่งไว้แล้ว และตามบันทึกข้อตกลงเลิกสัญญาจ้าง ข้อ 3 ระบุว่าโจทก์พอใจในข้อตกลงตามบันทึกดังกล่าวโดยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งอื่นใด ๆ อีกต่อไป เช่นนี้ถือได้ว่าโจทก์ได้สละสิทธิที่จะเรียกร้องเอาเงินค่าจ้างค้างชำระและเงินค่าตำแหน่งเพราะได้นำไปรวมไว้ในเงินช่วยเหลือตามบันทึกข้อตกลงแล้ว บันทึกข้อตกลงเลิกสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 850

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินทั้งสองจำนวนให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2542 จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างในตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเป็นเวลา 4 ปี โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 130,000 บาท กับเงินค่าตำแหน่งอีก 30,000 บาท รวมเป็นเงินเดือนละ 160,000 บาท ระหว่างโจทก์เป็นอธิการบดีของจำเลย โจทก์มีส่วนทำให้มหาวิทยาลัยเจริญก้าวหน้าแต่ขณะเดียวกันโจทก์มีความขัดแย้งและมีข้อพิพาทกับบุคลากรหลายฝ่ายรวมทั้งบุคคลในกลุ่มผู้ได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยจำเลย จนมีคดีฟ้องร้องกันหลายคดี ต่อมาก่อนที่โจทก์และจำเลยจะลงนามในบันทึกข้อตกลงเลิกสัญญาจ้างในวันที่ 21 กันยายน 2544 ได้มีการเจรจากันระหว่างโจทก์กับฝ่ายจำเลย

มีข้อตกลงที่จะเลิกสัญญาจ้างกันโดยจำเลยจะจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่โจทก์จำนวนหนึ่ง ได้มีการคิดคำนวณจำนวนเงินช่วยเหลือซึ่งโจทก์เห็นว่าเหมาะสมและเห็นพ้องด้วย โจทก์และจำเลยสมัครใจเลิกสัญญาจ้างต่อกัน เพราะฝ่ายจำเลยต้องการยุติเรื่องวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงที่โจทก์เป็นอธิการบดี และโจทก์ก็ไม่ต้องการมีเรื่องยุ่งยากและไม่ประสงค์ทำงานต่อไป หากมีการสอบสวนเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ แล้วได้ความว่าโจทก์มีความผิด โจทก์จะไม่ได้รับเงินใด ๆ จากจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แล้ววินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงเลิกสัญญาจ้างยอมจ่ายเงินช่วยเหลือและเงินตอบแทนรายปีให้แก่โจทก์ และโจทก์พอใจไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใด

ๆ จากจำเลยอีกต่อไป ดังนั้น บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 โจทก์อุทธรณ์ว่า ขณะทำบันทึกตกลงเลิกสัญญาจ้างนั้น โจทก์มิได้มีข้อพิพาทใดกับจำเลย และการนำเงินค่าจ้างที่พิพาทในคดีนี้รวมเป็นเงินตามบันทึกตกลงเลิกสัญญาจ้างเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 บันทึกตกลงเลิกสัญญาจ้างจึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างค้างชำระระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 21 กันยายน 2544 กับเงินค่าตำแหน่งจากจำเลย เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 บัญญัติว่า "อันว่าสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น คือสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน" ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาได้ความว่า

ก่อนที่จะมีการทำบันทึกข้อตกลงเลิกสัญญาจ้างต่อกัน โจทก์และจำเลยมีข้อพิพาทกันหลายเรื่อง ได้มีการเจรจากันหลายครั้งก่อนหน้านี้และโจทก์เป็นผู้คิดคำนวณเรียกร้องเงินช่วยเหลือจากจำเลยเอง โดยมีจำนวนเงินสูงกว่าสิทธิที่โจทก์ควรจะได้รับ โดยรวมเงินค่าจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 21 กันยายน 2544 และเงินค่าตำแหน่งไว้ด้วยแล้ว ทั้งตามข้อตกลงก็ได้บันทึกไว้ในสัญญาข้อ 3 ว่า โจทก์พอใจในข้อตกลงตามบันทึกดังกล่าว ไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งอื่นใด ๆ อีกต่อไป เช่นนี้ ถือได้ว่าโจทก์ได้สละสิทธิ์ที่จะเรียกร้องเอาเงินค่าจ้างค้างชำระและเงินค่าตำแหน่งเพราะได้นำไปรวมไว้ในเงินช่วยเหลือตามบันทึกข้อตกลงแล้ว และกรณีมิใช่เรื่องหักเงินค่าจ้างค้างชำระเพื่อชำระหนี้อื่นของจำเลยดังที่โจทก์อุทธรณ์

โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างค้างชำระและเงินค่าตำแหน่งพร้อมดอกเบี้ยจากจำเลยอีก ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า บันทึกข้อตกลงเลิกสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 มีผลใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
รัตน กองแก้ว · วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายสุพล พันธุมโน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้