Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8140/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ขณะยื่นฟ้อง โจทก์มีต้นฉบับสัญญากู้ยืมเงินแต่สูญหายไปศาลจึงรับฟังสำเนาสัญญากู้ยืมเงินเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(2) โจทก์ตั้งฐานความผิดตามฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินแต่ทางนำสืบของโจทก์หยิบยกข้อเท็จจริงใหม่ไม่ตรงกับฟ้องโจทก์ในข้อสาระสำคัญ และศาลล่างทั้งสองได้ชี้ขาดตัดสินคดีโดยหยิบยกข้อเท็จจริงตามทางนำสืบขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง โจทก์ตั้งฐานความผิดตามฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินการนำสืบของโจทก์ในเรื่องมูลหนี้เดิมคือมูลหนี้แชร์เป็นการนำสืบถึงที่มาของจำนวนเงินกู้เป็นรายละเอียดของคำฟ้อง โจทก์สามารถนำสืบได้หาใช่นอกฟ้องนอกประเด็นไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2538 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 200,000 บาท กำหนดชำระภายในวันที่ 5 ธันวาคม2538 จำเลยรับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญาครบกำหนดจำเลยไม่ชำระเงินคืน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยและบิดาโจทก์ร่วมเล่นแชร์กันโดยจำเลยเป็นนายวง บิดาโจทก์ประมูลแชร์ได้แต่จำเลยไม่สามารถเก็บเงินจากลูกวงแชร์รายอื่นได้จำนวน 190,000 บาท บิดาโจทก์จึงนำสัญญากู้ที่ยังไม่กรอกข้อความมาให้จำเลยลงชื่อเพื่อเป็นประกัน จำเลยได้ผ่อนชำระให้บิดาโจทก์ไปแล้วจำนวน 30,000 บาท

โจทก์ร่วมกับบิดาโจทก์ฉ้อฉลเขียนจำนวนเงินสูงกว่าความเป็นจริงในสัญญากู้แล้วนำมาฟ้องขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2539 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า มูลหนี้เดิมเป็นเรื่องเล่นแชร์ จำเลยฎีกาว่าตัวโจทก์เองมิได้เล่นแชร์กับจำเลย

โจทก์กับจำเลยจึงมิได้มีมูลหนี้ต่อกัน หากแต่เป็นบิดาโจทก์ที่เป็นลูกวงแชร์ของจำเลย ในข้อนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตัวโจทก์เองเป็นผู้เล่นแชร์กับจำเลย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้นำต้นฉบับสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.1 มาแสดงต่อศาลจึงห้ามมิให้รับฟังนั้นเห็นว่า คำแถลงขอคัดเอกสารของทนายโจทก์ฉบับลงวันที่ 2 มกราคม 2540ระบุว่าโจทก์นำต้นฉบับสัญญากู้ยืมเงินที่นำมาฟ้องสูญหายไปเมื่อวันที่ 13ธันวาคม 2539 ภายหลังเสร็จสิ้นการพิจารณาคดีในวันดังกล่าว และในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลฉบับลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2540 ทนายโจทก์แถลงว่า จำเลยเห็นสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวในนัดที่แล้วมีการเจรจากันแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ โดยจำเลยยอมรับว่าได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ให้ไว้แก่บิดาโจทก์ด้วย ซึ่งทนายจำเลยได้ลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวโดยมิได้โต้แย้งในเรื่องนี้

ประกอบกับโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลโดยมีสำเนาสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารท้ายฟ้อง ยิ่งทำให้น่าเชื่อว่าขณะยื่นฟ้องโจทก์มีต้นฉบับสัญญากู้ยืมเงิน แต่สูญหายไปจึงมีคำแถลงขอคัดเอกสารดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าต้นฉบับเอกสารสัญญากู้ยืมเงินสูญหาย ดังนั้นศาลจึงรับฟังสำเนาสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมายจ.1 เป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 93(2) ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า สำเนาสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมายจ.1 ไม่มีลายมือชื่อของพยานทำให้มีข้อพิรุธสงสัยนั้น ในข้อนี้เห็นว่าจำเลยจะต้องรับผิดหรือไม่ ศาลต้องพิจารณาจากข้อความตามสัญญาเป็นหลักโดยเฉพาะจำเลยได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ยืมในสัญญา แม้ไม่มีพยานในสัญญาศาลก็รับฟังได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินที่โจทก์ฟ้องจำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายประการสุดท้ายว่า

โจทก์ตั้งฐานความผิดตามฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงิน แต่ทางนำสืบของโจทก์หยิบยกข้อเท็จจริงใหม่ไม่ตรงกับฟ้องโจทก์ในข้อสาระสำคัญ และศาลล่างทั้งสองได้ชี้ขาดตัดสินคดีโดยหยิบยกข้อเท็จจริงตามทางนำสืบขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องนั้น เห็นว่า การนำสืบของโจทก์ในเรื่องมูลหนี้เดิมคือมูลหนี้แชร์ เป็นการนำสืบถึงที่มาของจำนวนเงินกู้เป็นรายละเอียดของคำฟ้อง โจทก์สามารถนำสืบได้หาใช่นอกฟ้องนอกประเด็นไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุเมธ ตังคจิวางกูร · อำนวย เต้พันธ์ · ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้