Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8123/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องและมีคำขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางด้วย แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องของกลาง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186(9) แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ปัญหาที่ว่ายานพาหนะใดเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) นั้น ต้องพิจารณาดูตามพฤติการณ์ของการกระทำผิดแต่ละเรื่องไปว่าผู้กระทำผิดได้ใช้ยานพาหนะนั้นในการกระทำความผิดหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ของกลางว่า จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันวิ่งราวทรัพย์สร้อยคอทองคำและจี้ทองคำของผู้เสียหายโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า และใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะพาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นจากการจับกุม รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นเพียงยานพาหนะที่จำเลยใช้ภายหลังการวิ่งราวทรัพย์มิใช่ใช้ในการวิ่งราวทรัพย์ ไม่เข้าหลักเกณฑ์ในเรื่องทรัพย์สินที่ศาลมีอำนาจสั่งริบตามมาตรา 33(1) แห่งประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าว ศาลจึงไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2540 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันลักทรัพย์เอาสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง จำนวน 1 เส้น ราคา 2,400 บาท และจี้ทองคำ จำนวน 1 อัน ราคา 600 บาท รวมราคาทรัพย์สิน 3,000 บาท ของนางสาววไลพร พูลช่วย ผู้เสียหาย โดยฉกฉวยเอาไปซึ่งหน้า และใช้รถจักรยานยนต์ 1 คันเป็นยานพาหนะ พาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ต่อมาจำเลยที่ 3 ได้ครอบครองสร้อยคอทองคำพร้อมจี้ทองคำดังกล่าว โดยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด โดยจำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้มาจากการกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ เจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 1 พร้อมยึดได้รถจักรยานยนต์ 1 คัน เป็นของกลาง

ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน และจำเลยที่ 3 นำสร้อยคอทองคำพร้อมจี้ทองคำดังกล่าวมอบพนักงานสอบสวนจึงยึดไว้เป็นของกลาง รถจักรยานยนต์ของกลางเจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ สร้อยคอทองคำและจี้ทองคำ ผู้เสียหายรับคืนไปแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336, 336 ทวิ, 357, 83, 33 และริบรถจักรยานยนต์ของกลางจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 336 ทวิ ส่วนจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอายุขณะกระทำผิดเพียง 19 ปี แต่ก็เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้ผิดชอบชั่วดีแล้วจึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ วางโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 4 ปี 6 เดือน วางโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 ปี

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 2 ปี 3 เดือน จำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วยนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุอันควรให้ความปรานีแก่จำเลยที่ 3 โดยรอการลงโทษจำคุกให้ แต่เห็นควรคุมความประพฤติของจำเลยที่ 3 และลงโทษปรับด้วย อีกสถานหนึ่ง สำหรับจำเลยที่ 2 ขณะกระทำผิดอายุ 18 ปี 7 เดือน และเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน เห็นควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76

อนึ่ง ฟ้องของโจทก์มีคำขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางด้วย แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องของกลาง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 186(9) แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้แต่ปัญหาที่ว่ายานพาหนะใดเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) นั้น ต้องพิจารณาดูตามพฤติการณ์ของการกระทำผิดแต่ละเรื่องไปว่าผู้กระทำผิดได้ใช้ยานพาหนะนั้นในการกระทำความผิดหรือไม่ สำหรับคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ของกลางว่า จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันวิ่งราวทรัพย์สร้อยคอทองคำและจี้ทองคำของผู้เสียหายโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าและใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นจากการจับกุมแสดงว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นเพียงยานพาหนะที่จำเลยใช้ภายหลังการวิ่งราวทรัพย์

หาใช่ใช้ในการวิ่งราวทรัพย์ไม่ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ในเรื่องทรัพย์สินที่ศาลมีอำนาจสั่งริบตามมาตรา 33(1) แห่งประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าว จึงไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางพิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 76 แล้วให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 ปี และปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 3 ฟัง ให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 3 ไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยที่ 3 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีแรก 2 เดือนต่อครั้ง ปีที่สอง 3 เดือนต่อครั้ง ตามกำหนดเวลาและเงื่อนไขที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด และให้จำเลยที่ 3 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 3 เห็นสมควรมีกำหนดเวลาปีละ 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ถ้าจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ · สุทิน ปัทมราชวิเชียร · ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้