Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 812/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า รถแท็กซี่คันที่เกิดเหตุเป็นรถแท็กซี่คันหมายเลขทะเบียน 1ท-3878กรุงเทพมหานครของอ. น้องชายจำเลยที่ 2 ไม่ใช่คันหมายเลขทะเบียน 1ท-3787 กรุงเทพมหานคร โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 จึงเป็นการฟ้องผิดตัวนั้น ปรากฏว่า ในข้อนี้จำเลยที่ 2 ให้การเพียงว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นเจ้าของรถแท็กซี่คันหมายเลขทะเบียน 1ท-3787 กรุงเทพมหานคร เท่านั้น จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ว่า รถแท็กซี่คันเกิดเหตุไม่ใช่คันเดียวกับที่โจทก์ฟ้องข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่นอกเหนือไปจากข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถแท็กซี่ ได้นำรถแท็กซี่ หมายเลขทะเบียน 1ท-3787 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ไปเข้าเป็นสมาชิกในสหกรณ์แท็กซี่ก่อน แล้วให้จำเลยที่ 1 นำออกไปวิ่งรับส่งคนโดยสารเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน จำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ย่อมต้องร่วมรับผิดในการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน 1ท-3787 กรุงเทพมหานครจำเลยทั้งสองร่วมกันนำรถวิ่งบริการรับส่งผู้โดยสารเพื่อหาประโยชน์ร่วมกัน โดยจำเลยที่ 1 เป็นคนขับ จำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถแท็กซี่คันดังกล่าวในทางการที่จ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเป็นเหตุให้ชนโจทก์ได้รับอันตรายสาหัส แขนซ้ายและขาขวาหัก ทำให้โจทก์เสียหายโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายให้โจทก์แล้ว จำเลยทั้งสองปฏิเสธขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 88,295 บาท และดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 3,622 บาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 91,917 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 88,295 บาท

นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้นจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่บรรยายโดยชัดแจ้งว่าเป็นรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียนเท่าใดเพราะจำเลยที่ 2 มีรถแท็กซี่หลายคัน จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นเจ้าของรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน 1ท-3787 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ไม่เคยเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 นำรถของจำเลยที่ 2 ออกวิ่งบริการรับส่งผู้โดยสารเพื่อหาประโยชน์ร่วมกันแต่อย่างใด หากจำเลยที่ 1 เช่ารถแท็กซี่ของจำเลยที่ 2 ไปรับจ้าง จำเลยที่ 1 ก็มิใช่เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องไม่เป็นความจริง

ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 71,542.54บาทให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 68,795 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่ารถแท็กซี่คันที่เกิดเหตุเป็นรถแท็กซี่คันหมายเลขทะเบียน 1ท-3878กรุงเทพมหานครของนายอนุนันท์ เชิดชูบุพการี น้องชายจำเลยที่ 2ไม่ใช่คันหมายเลขทะเบียน 1ท-3787 กรุงเทพมหานคร โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 จึงเป็นการฟ้องผิดตัวนั้นศาลฎีกาตรวจสำนวนแล้วปรากฏว่า ในข้อนี้จำเลยที่ 2 ก็ได้ให้การเพียงว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นเจ้าของรถแท็กซี่คันหมายเลขทะเบียน 1ท-3787 กรุงเทพมหานคร เท่านั้นจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ว่า รถแท็กซี่คันเกิดเหตุไม่ใช่คันเดียวกับที่โจทก์ฟ้อง ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่นอกเหนือไปจากข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรกข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ขับรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน 1ท-3787 กรุงเทพมหานคร โดยประมาทชนโจทก์ได้รับบาดเจ็บ มีปัญหาต่อไปว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1เป็นคนขับรถของจำเลยที่ 2 มีผลประโยชน์ร่วมกัน การที่จำเลยที่ 2จะนำรถแท็กซี่ออกวิ่งรับส่งคนโดยสารได้จะต้องนำรถแท็กซี่ของตนไปเข้ากับสหกรณ์แท็กซี่ สหกรณ์แท็กซี่ได้ประโยชน์จากเจ้าของรถโดยได้รับเงินเข้าสมาชิก เจ้าของรถแท็กซี่ได้ประโยชน์ในการที่มีสิทธินำรถแท็กซี่ออกวิ่งรับส่งผู้โดยสารได้ จำเลยที่ 2 ไม่ได้มาเบิกความและไม่ได้นำสืบหักล้างข้อนำสืบของโจทก์ดังกล่าว แต่นายอนุนันท์พยานของจำเลยที่ 2 เบิกความว่า

พยานมีรถแท็กซี่ให้เช่า 3 คันพี่ชายของพยานมีรถแท็กซี่ให้เช่า 4 คัน และเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ก่อนนำรถแท็กซี่ให้เช่าจะต้องนำรถแท็กซี่ไปเข้าเป็นสมาชิกในสหกรณ์ก่อน สหกรณ์ได้ค่าสมาชิก พยานได้ประโยชน์โดยการได้นำรถแท็กซี่ออกวิ่งรับส่งคนโดยสารได้เป็นสิทธิของพยานที่จะให้ผู้ใดขับรถแท็กซี่ของพยานก็ได้ คำเบิกความของนายอนุนันท์จึงสนับสนุนข้อนำสืบของโจทก์ให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่นายอนุนันท์พยานจำเลยที่ 2 เบิกความว่า พยานให้จำเลยที่ 1 เช่ารถแท็กซี่คันหมายเลขทะเบียน 1ท-3878 ไปนั้นก็มิใช่เป็นรถแท็กซี่คันเกิดเหตุคดีนี้แต่อย่างใดข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถแท็กซี่ ได้นำรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน 1ท-3787 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ไปเข้าเป็นสมาชิกในสหกรณ์แท็กซี่ก่อน แล้วให้จำเลยที่ 1 นำออกไปวิ่งรับส่งคนโดยสารเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน จำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ย่อมต้องร่วมรับผิดในการทำละเมิดของจำเลยที่ 1ด้วย ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ · ยงยุทธ ธารีสาร · พรชัย สมรรถเวช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้