Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่โจทก์กู้ยืมเงินในประเทศจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มาเพื่อซื้อที่ดินนั้น เงินกู้และดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้ยืมเงินย่อมถือเป็นต้นทุนของที่ดินดังกล่าว และเป็นค่าใช้จ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรเนื่องจากเป็นรายจ่ายที่จ่ายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินของโจทก์อันเป็นทุนรอนของโจทก์เพื่อใช้ประโยชน์ในการประกอบกิจการอันมีผลก่อให้เกิดรายได้ต่อธุรกิจโจทก์ต่อไป และแม้โจทก์จะกู้ยืมเงินตราต่างประเทศมาเพื่อใช้หนี้เงินกู้ในประเทศที่โจทก์กู้จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มิใช่เพื่อซื้อที่ดินโดยตรง แต่เมื่อโจทก์นำเงินกู้ในประเทศไปใช้ซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาและแบ่งขายในลักษณะโครงการปลูกสวนป่า หนี้เงินกู้และดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศจึงเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับหนี้เงินกู้ในประเทศดังกล่าวเสมือนเป็นเพียงการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของรายจ่ายค่าซื้อที่ดินอันเป็นรายจ่ายฝ่ายทุน และการที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายเงินตามต่างประเทศล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินที่อาจเกิดขึ้นเมื่อถึงกำหนดต้องชำระคืนเงินกู้ให้แก่ธนาคารต่างประเทศที่โจทก์กู้ยืมมา ดังนั้น ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและค่าใช้จ่ายในการทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าในส่วนที่เกี่ยวกับการซื้อที่ดินที่โจทก์ต้องจ่ายไป จึงเป็นรายจ่ายต่อเนื่องที่เป็นผลโดยตรงที่โจทก์กู้ยืมเงินตราต่างประเทศมาชำระหนี้เงินกู้ในประเทศเพื่อซื้อที่ดิน หาใช้เป็นค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการบริหารงานในการดำเนินธุรกิจการค้าหากำไรของโจทก์ไม่ เมื่อโจทก์คำนวณรายได้และรายจ่ายโดยใช้เกณฑ์สิทธิ แต่โจทก์ยังไม่สามารถพัฒนาที่ดินเพื่อขายได้ โจทก์จึงไม่อาจนำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและค่าใช้จ่ายในการทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศดังกล่าวมาถือว่าเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์ เนื่องจากถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าซื้อที่ดินซึ่งเป็นต้นทุนของโจทก์ถือเป็นรายจ่ายฝ่ายทุนของต้นทุนที่ดิน อันต้องห้ามมิให้นำมาหักเป็นรายจ่ายตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 65 ตรี (5)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 65

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ ที่ กค 0832/4.2/5817 ที่ 30 พฤศจิกายน 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3 (อธ.1)/109/2545 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2543 (ที่ถูกลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2545)

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความยอมรับกันฟังเป็นยุติว่า ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนธันวาคม 2539 โจทก์ซื้อที่ดินในเขตจังหวัดจันทบุรีเพื่อพัฒนาและแบ่งขายในลักษณะโครงการปลูกสวนป่าโดยใช้เงินทุนของโจทก์ 275,000,000 บาท และใช้เงินที่โจทก์กู้จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 400,950,000 บาท สำหรับเงินที่กู้จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บางส่วนโจทก์นำไปซื้อหุ้นของบริษัทเอเชียอินดัสเตรียลพาร์ค (มาบตาพุด) จำกัด (เดิมชื่อบริษัทรุ่งฉางและเพื่อน จำกัด) หลังจากซื้อที่ดินแล้วธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยทรุดลง แต่โจทก์ต้องรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ในประเทศซึ่งมีอัตราสูง โจทก์จึงพยายามลดภาระดอกเบี้ยโดยเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2539 โจทก์กู้ยืมเงินตราต่างประเทศจากธนาคารกรุงเทพ

จำกัด สาขาไทเป 15,612,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อชำระหนี้เงินที่โจทก์กู้จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ต่อมาวันที่ 2 เมษายน 2540 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศสกุลดอลลาร์สหรัฐล่วงหน้ากับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 20,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในอัตรา 25.935 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ โดยเสียค่าธรรมเนียมในอัตรา 0.995 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐเป็นเวลา 1 ปี เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการใช้คืนเงินกู้ต่างประเทศที่โจทก์กู้ยืมจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาไทเป โจทก์บันทึกบัญชีโดยใช้เกณฑ์สิทธิและยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 โดยนำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวนเงิน 1,702,575.43 บาท และค่าใช้จ่ายในการทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าจำนวนเงิน 11,618,535.94 บาท

มาลงรายการในงบกำไรขาดทุนเป็นค่าใช้จ่ายของโจทก์ทั้งจำนวน ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 199 ถึง 210 ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 และปี 2540 เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 จึงออกหมายเรียกตรวจสอบการเสียภาษีของโจทก์เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2543 ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 184 ผลการตรวจสอบของเจ้าพนักงานได้ความว่า เกี่ยวกับเงินที่โจทก์กู้ยืมจากต่างประเทศ 15,612,000 ดอลลาร์สหรัฐ นั้น ปรากฏว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 โจทก์มีดอกเบี้ยจ่ายจากเงินกู้ยืมดังกล่าวคิดเป็นเงินไทย 42,940,038.19 บาท ซึ่งโจทก์เฉลี่ยดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเป็นดอกเบี้ยจ่ายที่ถือเป็นต้นทุนของที่ดินซึ่งเป็นรายจ่ายฝ่ายทุน 29,499,602.29 บาท

คิดเป็นร้อยละ 68.70 และอีกส่วนหนึ่งเป็นดอกเบี้ยจ่ายจากการซื้อหุ้นซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ 13,440,435.90 บาท คิดเป็นร้อยละ 31.30 โดยในวันที่ 1 มกราคม 2540 อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 25.66 บาท จำนวนเงินที่โจทก์กู้จากต่างประเทศ 15,612,000 ดอลลาร์สหรัฐ จึงเท่ากับ 400,603,920 บาท และในวันสิ้นปีคือวันที่ 13 ธันวาคม 2540 อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 47.556 บาท แต่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าไว้ ดังนั้น อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสิ้นปีจึงเท่ากับ 25.935 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงิน 404,897,220 บาท โจทก์จึงมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันต้นปีหักกับวันสิ้นปีเป็นเงิน 4,293,300 บาท

นอกจากนี้โจทก์ยังมีรายจ่ายค่าธรรมเนียมจากการทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าของเงินจำนวน 15,612,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นค่าธรรมเนียม 11,618,535.94 บาท โจทก์จึงมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและค่าใช้จ่ายในการซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 เป็นเงินทั้งสิ้น 15,911,835.94 บาท ซึ่งโจทก์ได้บันทึกผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและค่าใช้จ่ายซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าเป็นค่าใช้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ทั้งจำนวน เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 เห็นว่า ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และค่าใช้จ่ายในการซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า 15,911,835.94 บาท เมื่อคำนวณในส่วนที่เกี่ยวกับเงินที่โจทก์กู้ไปลงทุนซื้อที่ดินคืออัตราร้อยละ 68.70 คิดเป็นเงิน 10,931,431.29 บาท เป็นรายจ่ายฝ่ายทุนของต้นทุนที่ดินต้องห้ามมิให้นำมาหักเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (5) จึงนำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและค่าใช้จ่ายซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดิน 10,931,431.29 บาท

ไปบวกเป็นกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว และจากการตรวจสอบยังพบว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 โจทก์มีรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) จำนวน 10,754 บาท และบันทึกค่าเสื่อมราคาตามมาตรา 65 ทวิ (2) ต่ำไป 322.60 บาท เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 จึงปรับปรุงใหม่เป็นผลให้รายการแสดงผลขาดทุนสุทธิตามแบบ ภ.ง.ด.50 ของโจทก์ 26,653,130.46 บาท ลดลงเหลือ 15,711,267.77 บาท โดยพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ให้โจทก์ทราบแล้วตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 2 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะประเด็นที่ไม่ให้นำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและค่าใช้จ่ายในการทำงานสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าเกี่ยวกับที่ดินรวม 10,931,431.29 บาท

ไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสิทธิ ตามคำอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.3 แผนที่ 67 ถึง 77 ต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของโจทก์ดังกล่าวโดยเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ให้ยกอุทธรณ์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์สามารถนำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและค่าใช้จ่ายในการทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าเป็นเงินรวม 10,931,431.29 บาท มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ได้หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์กู้ยืมเงินตราต่อประเทศก็เพราะเป็นความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปัญหาภายในของโจทก์อันเนื่องมาจากเหตุปัจจัยภาวะเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ

การกู้ยืมเงินตราต่างประเทศมาชำระคืนหนี้เงินกู้ในประเทศไม่ทำให้โจทก์ได้มาซึ่งที่ดินเพิ่มขึ้น แต่เป็นกรณีการแก้ไขปัญหาการขาดทุนของโจทก์อันถือเป็นการบริหารของโจทก์มิใช่เป็นการกู้เงินมาเพื่อการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ดังนั้น ผลการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและค่าใช้จ่ายจากการทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าของโจทก์ จึงถือเป็นค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากการบริหารงานภายในของโจทก์ซึ่งโจทก์ลงรายการเป็นค่าใช้จ่ายได้ ไม่ใช่เป็นการนำเงินกู้มาลงทุนในกิจการค้าอันจะถือว่าเป็นต้นทุนของโจทก์ เห็นว่า การที่โจทก์กู้ยืนเงินในประเทศจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มาเพื่อซื้อที่ดินนั้น เงินกู้และดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้ยืมเงินย่อมถือเป็นต้นทุนของที่ดินดังกล่าว และเป็นค่าใช้จ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไร

เนื่องจากเป็นรายจ่ายที่จ่ายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินของโจทก์อันเป็นทุนรอนของโจทก์เพื่อใช้ประโยชน์ในการประกอบกิจการอันมีผลก่อให้เกิดรายได้ต่อธุรกิจของโจทก์ต่อไป และแม้โจทก์จะกู้ยืมเงินตราต่างประเทศมาเพื่อใช้หนี้เงินกู้ในประเทศที่โจทก์กู้จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มิใช่เพื่อซื้อที่ดินโดยตรง แต่เมื่อโจทก์นำเงินกู้ในประเทศไปใช้ซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาและแบ่งขายในลักษณะโครงการปลูกสวนป่า หนี้เงินกู้และดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศจึงเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับหนี้เงินกู้ในประเทศดังกล่าวเสมือนเป็นเพียงการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของรายจ่ายค่าซื้อที่ดินอันเป็นรายจ่ายฝ่ายทุน และการที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าก็เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินที่อาจเกิดขึ้นเมื่อถึงกำหนดต้องชำระคืนเงินกู้ให้แก่ธนาคารต่างประเทศที่โจทก์กู้ยืมมา

ดังนั้น ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและค่าใช้จ่ายในการทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าในส่วนที่เกี่ยวกับการซื้อที่ดินที่โจทก์ต้องจ่ายไป 10,931,431.29 บาท จึงเป็นรายจ่ายต่อเนื่องที่เป็นผลโดยตรงจากการที่โจทก์กู้ยืมเงินตราต่างประเทศมาชำระหนี้เงินกู้ในประเทศเพื่อซื้อที่ดินอันเป็นส่วนหนึ่งของค่าซื้อที่ดินซึ่งเป็นต้นทุนของโจทก์ หาใช่เป็นค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการบริหารงานในการดำเนินธุรกิจการค้าหากำไรของโจทก์ไม่ เมื่อโจทก์คำนวณรายได้และรายจ่ายโดยใช้เกณฑ์สิทธิ แต่โจทก์ยังไม่สามารถพัฒนาที่ดินเพื่อขายได้ โจทก์จึงไม่อาจนำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและค่าใช้จ่ายในการทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
โนรี จันทร์ทร · ทองหล่อ โฉมงาม · จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2646/2566

การมีค่าความนิยมคงเหลือ ณ วันเลิกประกอบกิจการถือเป็นการขายที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 (1) และมาตรา 77/1 (8) (ฉ) โจทก์ยื่นคำขอแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 489/2562

การที่จำเลยสามารถลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเนื่องจากโจทก์ทำหลักฐานว่ามีรายจ่ายซึ่งโจทก์กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริงและนำไปหักออกจากกำไรจากการประกอบกิจการของจำเลย นั้น ถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งตาม ป.รัษฎากร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4727/2561

โจทก์กู้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้า มีหนี้สินคงเหลืออยู่ ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ก) โจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 1,195,93…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4546/2561

โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับปกติและฉบับยื่นเพิ่มเติมสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท โดยกรอกรายการรายได้ส่วนที่ได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีไว้ในแบบแสดง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2561

การอุทธรณ์หนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรเป็นกรณีโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งทางปกครองของจำเลยเกี่ยวกับการขอคืนภาษีของโจทก์ กรณีคืนภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ผู้มีอำนาจออกคำสั่งคือ เจ้าหน้าที่ผู้ท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้