Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8087/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้คณะบุคคลเป็นผู้ประกอบการที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มและอยู่ในบังคับต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่เมื่อไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/1 (6) ย่อมไม่อาจใช้วิธีการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อและไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการที่จะถือเป็นภาษีขาย และไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะถือเป็นภาษีซื้อของคณะบุคคลโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้ร่วมกันจำหน่ายทรายอันเป็นคณะบุคคลเพราะมีการแยกการดำเนินการทุกอย่างเป็นอิสระจากกัน โจทก์ทั้งสองยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีของแต่ละคนไปครบถ้วนแล้ว แต่เจ้าพนักงานประเมินกลับให้โจทก์ทั้งสองเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในนามคณะบุคคลอีกจึงเป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อนจากฐานภาษีเดียวกัน ขอให้

คำฟ้องและคำให้การ

แม้คณะบุคคลเป็นผู้ประกอบการที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มและอยู่ในบังคับต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่เมื่อไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/1 (6) ย่อมไม่อาจใช้วิธีการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อและไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการที่จะถือเป็นภาษีขาย และไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะถือเป็นภาษีซื้อของคณะบุคคลโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้ร่วมกันจำหน่ายทรายอันเป็นคณะบุคคลเพราะมีการแยกการดำเนินการทุกอย่างเป็นอิสระจากกัน โจทก์ทั้งสองยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีของแต่ละคนไปครบถ้วนแล้ว แต่เจ้าพนักงานประเมินกลับให้โจทก์ทั้งสองเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในนามคณะบุคคลอีกจึงเป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อนจากฐานภาษีเดียวกัน

ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า โจทก์ทั้งสองได้ประกอบการผลิตและจำหน่ายทรายร่วมกัน มีสถานประกอบการตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 5 ตำบลทุ่งทอง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ที่ดินที่ใช้ในการขุดทรายมีชื่อโจทก์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในการขายทราย ลูกค้าคนใดเป็นลูกค้าของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ก็จะออกใบกำกับภาษีขายและถือเป็นยอดขายของโจทก์ที่ 1 หากลูกค้าคนใดเป็นลูกค้าของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 จะเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีขายและถือเป็นยอดขายของโจทก์ที่ 2 แต่เงินที่ได้จากการขายทรายจะนำมารวมกันและใช้เงินจำนวนนี้เป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการขุดทรายเพื่อจำหน่าย

รวมทั้งเงินภาษีอากรที่ต้องชำระในแต่ละครั้งเมื่อสิ้นเดือนโจทก์ทั้งสองก็จะนำเงินที่เหลือมาแบ่งกันคนละครึ่ง ส่วนการยื่นแบบแสดงรายการภาษีนั้นโจทก์ทั้งสองได้แยกยื่นแบบแสดงรายการตามยอดขายของแต่ละคนส่วนรายจ่ายก็จะระบุชื่อผู้ซื้อสลับกันไป การประกอบกิจการของโจทก์ทั้งสองเช่นนั้นเป็นการประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายทรายร่วมกัน เข้าลักษณะเป็นการประกอบการในนามคณะบุคคล ต้องนำเงินได้พึงประเมินไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มในนามคณะบุคคลตามมาตรา 56 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์ทั้งสองต่างคนต่างยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มในนามตนเอง จึงเป็นการยื่นแบบแสดงรายการผิดหน่วยภาษี และถือว่าคณะบุคคลโจทก์ทั้งสองมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม

การที่โจทก์ทั้งสองต่างจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและแยกเสียภาษี เป็นการยื่นแบบแสดงรายการโดยยื่นผิดหน่วยภาษี คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาว่าการประเมินชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้วแต่ได้พิจารณาอนุโลมให้นำภาษีที่ชำระไว้ผิดหน่วยภาษีนั้นมาหักจากภาษีที่ต้องชำระในนามคณะบุคคลได้ ส่วนภาษีซื้อนั้นคณะบุคคลรายนี้ไม่อาจนำใบกำกับภาษีซื้อที่ระบุชื่อโจทก์ที่ 1 หรือโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ซื้อมาขอคืนภาษีหรือขอเครดิตภาษีหรือนำไปหักในการคำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 84 แห่งประมวลรัษฎากร กรณีเช่นนี้จึงถือว่าคณะบุคคลโจทก์ทั้งสอง ไม่มีใบกำกับภาษีซื้อ ซึ่งตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ห้ามมิให้นำภาษีซื้อที่ไม่มีใบกำกับภาษีมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ทั้งยังได้วินิจฉัยโดยให้ความเป็นธรรมแก่คณะบุคคลรายนี้ โดยได้พิจารณาลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ซึ่งเป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสองมากพอสมควรแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีเหตุขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หรือพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้แก้ไขประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ กันยายน 2545 โดยให้จำเลยที่ 1 คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของคณะบุคคลนายลิขิตและนายสมศักดิ์สำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2538 ใหม่ โดยนำภาษีขายของโจทก์ทั้งสองตามจำนวนที่เจ้าพนักงานตรวจสอบคำนวณไว้

หักด้วยภาษีซื้อของโจทก์ทั้งสองในแต่ละเดือนภาษี ผลลัพธ์ที่ได้ให้นำไปหักออกด้วยภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ทั้งสองได้ชำระแล้วตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้แยกยื่นไว้ หากคณะบุคคลดังกล่าวต้องชำระภาษีเพิ่มในเดือนภาษีใด ก็ให้จำเลยที่ 1 คิดเบี้ยปรับจากจำนวนเงินภาษีดังกล่าวตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (1) โดยให้ลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย และให้จำเลยที่ 1 คิดเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่คณะบุคคลดังกล่าวต้องชำระเพิ่ม แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89/1 แล้วแก้ไขการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามผลของการคำนวณให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนจำนวน 45,000 บาท โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ว่า คณะบุคคล โจทก์ทั้งสองมีสิทธินำใบกำกับภาษีซื้อที่มีชื่อโจทก์ที่ 1 หรือโจทก์ที่ 2 มาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนภาษีได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (17) และ (18) กรณีที่จะถือเป็นภาษีขายและภาษีซื้อได้นั้น ต้องเป็นเรื่องของผู้ประกอบการที่ได้จดทะเบียนเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเท่านั้น กล่าวคือ "ภาษีขาย" ต้องเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามมาตรา 82/4 วรรคหนึ่ง ส่วน "ภาษีซื้อ" ต้องเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บตามมาตรา 82/4 วรรคสี่

ฉะนั้นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนแล้วเท่านั้นจึงจะใช้วิธีการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ แต่กรณีของคณะบุคคลโจทก์ทั้งสอง แม้เป็นผู้ประกอบการที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 และอยู่ในบังคับต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/1 ก็ตาม แต่เมื่อไม่ได้ทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม คณะบุคคลโจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนตามคำนิยามในมาตรา 77/1 (6) คณะบุคคลโจทก์ทั้งสองย่อมไม่อาจใช้วิธีการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อเพราะคณะบุคคลโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการที่จะถือเป็นภาษีขายของคณะบุคคลโจทก์ทั้งสอง และไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะถือเป็นภาษีซื้อของคณะบุคคลโจทก์ทั้งสองตามมาตรา 82/4 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ที่ศาลภาษีอากรกลางให้นำใบกำกับภาษีซื้อของโจทก์ที่ 1 หรือโจทก์ที่ 2 มาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของคณะบุคคลโจทก์ทั้งสองจึงไม่ชอบ"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์ · ทองหล่อ โฉมงาม · กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้