คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 33, 288 ริบของกลาง
จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 จำคุก 20 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 15 ปี ริบของกลาง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 ลงโทษจำคุก 3 ปี ริบของกลาง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยมีเจตนาฆ่าเนื่องจากโกรธที่ผู้ตายบุกรุกเข้ามาอยู่กับนางสาวปรารถนาลำพังสองต่อสองในห้องนอนของนางสาวปรารถนาซึ่งเป็นบุตรสาวในบ้านของจำเลยในเวลากลางคืน มิใช่เป็นการกระทำเพื่อป้องกันตนโดยชอบ แต่นางสาวปรารถนาอายุ 18 ปี เป็นบุตรสาวและอยู่ในความปกครองดูแลของจำเลยซึ่งเป็นบิดา แม้ผู้ตายจะเป็นคนรักของนางสาวปรารถนาแต่ก็ลักลอบคบหาไปมาหาสู่รักใคร่กันโดยจำเลยและนางมาลีซึ่งเป็นบิดามารดาไม่เคยทราบเรื่องมาก่อน ขณะเกิดเหตุเป็นยามวิกาลเวลาถึง 1 นาฬิกาเศษ ผู้ตายแอบเข้ามาในบ้านทางช่องหน้าต่างห้องนอนของนางสาวปรารถนาชั้นบนของบ้านซึ่งอยู่ติดกับห้องนอนของจำเลย โดยเดิมเป็นห้องโล่งห้องเดียวกันแล้วนำกระดานไม้อัดมากั้นทำข้างฝาแบ่งเป็นห้องนอนสองห้องและอยู่กันลำพังเพียงสองต่อสอง
ย่อมเป็นการกระทำที่อุกอาจผิดแบบธรรมเนียมประเพณี ขัดต่อศีลธรรมอันดี ขาดความเคารพยำเกรง กระทบกระเทือนต่อจิตใจของจำเลยผู้เป็นบิดานางสาวปรารถนาและเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุอย่างร้ายแรง นับได้ว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยใช้อาวุธปืนสั้นติดตัวไปในขณะนั้นเนื่องจากได้ยินเสียงดังผิดปกติในห้องนอนของนางสาวปรารถนา ยิงผู้ตายในช่วงเวลาเดียวกันเป็นการกระทำผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้นเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเหตุบันดาลโทสะ มิใช่เป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน.