Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8023/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยพรากและพาผู้เสียหายที่ 2 ผู้เยาว์อายุ 15 ปีเศษ ซึ่งเป็นบุคคลอายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา โดยใช้อุบายหลอกลวงเท่านั้น คำฟ้องโจทก์หาได้บรรยายให้ปรากฏไม่ว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจาร คำฟ้องของโจทก์จึงบรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงตาม ป.อ. มาตรา 284 วรรคแรก แม้คำขอท้ายฟ้องโจทก์จะระบุอ้างขอให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวมาด้วย และทางพิจารณาจะฟังได้ว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจารด้วยก็ตาม แต่ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 284 วรรคแรก ดังกล่าวได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นกล่าวแก้ในคำแก้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 284, 319, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 284 วรรคแรก เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับกันฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า นางสาว ป. ผู้เสียหายที่ 2 เป็นบุตรสาวของนาง ท. ผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2527 ขณะเกิดเหตุมีอายุ 15 ปีเศษ ผู้เสียหายทั้งสองทำงานที่ร้านดวงดาวนวดแผนโบราณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพักอาศัยอยู่ในร้านดังกล่าวด้วย เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2542 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยไปดื่มสุราที่ร้านดวงดาวนวดแผนโบราณ และต่อมาได้พาผู้เสียหายที่ 2 ออกจากร้านดังกล่าวไปรับประทานอาหารข้างนอก และในคืนนั้นผู้เสียหายที่ 2 ได้กลับมายังที่พักในร้านดวงดาวนวดแผนโบราณเอง ที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นว่าให้ลงโทษจำเลยตามฟ้องนั้น

เห็นว่า สำหรับข้อหาความผิดตามฟ้องฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก นั้น ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเชื่อว่าจำเลยสำคัญผิดคิดว่าผู้เสียหายที่ 2 อายุเกินกว่า 18 ปีแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ ความผิดตามฟ้องในข้อหาดังกล่าวย่อมยุติลง โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าวได้อีก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงและฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก และมาตรา 278 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่เท่านั้น

แม้โจทก์จะไม่ได้ตัวผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ตาม แต่โจทก์ก็มีบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.5 ยืนยันการกระทำของจำเลยว่าในคืนเกิดเหตุจำเลยชักชวนผู้เสียหายที่ 2 ออกไปนอกร้านอ้างว่าจะพาไปรับประทานอาหารที่ร้านครัวเสนาซึ่งอยู่ใกล้ ๆ เพื่ออวดคู่รักเก่าของจำเลยที่ชื่อ น. จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปนั่งในร้านอาหารถึง 2 ร้าน แต่ก็ไม่พบคู่รักเก่าของจำเลยดังกล่าว ครั้นผู้เสียหายที่ 2 เห็นว่า ดึกมากแล้วและขอร้องให้จำเลยพากลับบ้าน จำเลยกลับพาผู้เสียหายที่ 2 ขึ้นรถจักรยานยนต์นั่งซ้อนท้ายไปคนละทางกับทางกลับบ้านโดยพาไปสถานที่เปลี่ยว ผู้เสียหายที่ 2 จึงกระโดดลงจากรถลงมายืน

จำเลยจอดรถจักรยานยนต์แล้วเดินตรงเข้ามากอดผู้เสียหายที่ 2 ด้วยมือสองข้างรัดแน่นพร้อมกับพูดว่า "อย่าร้องนะ ถ้าร้องจะไม่ไปส่ง" ผู้เสียหายที่ 2 ร้องไห้พร้อมตะโกนว่า "ช่วยหนูด้วย ๆ" จำเลยเงื้อมือซ้ายทำท่าจะตบ ผู้เสียหายที่ 2 จึงทรุดตัวลงนั่งจนหลุดจากการกอดแล้วรีบวิ่งลงข้างทางซึ่งเป็นลำคลองไปหลบในที่มืด ผู้เสียหายที่ 2 ยังจำได้ว่าในช่วงที่จำเลยเข้ามากอดจำเลยได้ใช้มือสองข้างจับและบีบที่หน้าอกผู้เสียหายที่ 2 ด้วย ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ทราบว่าจะต้องถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราอย่างแน่นอน จึงตัดสินใจวิ่งหนีลงน้ำ จำเลยพยายามร้องบอกให้ผู้เสียหายที่ 2 ขึ้นมา แต่ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยอมขึ้น ค่อย ๆ คลานข้ามคลองแล้วเดินลัดท้องนากลับมาบ้านโดยมีพลเมืองดีพามาส่ง ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนาง

ท. ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของผู้เสียหายที่ 2 ที่เบิกความต่อศาลว่าคืนเกิดเหตุพยานเป็นห่วงผู้เสียหายที่ 2 พยานนั่งคอยผู้เสียหายที่ 2 อยู่ที่ร้านจนกระทั่งเวลาประมาณตีหนึ่ง ผู้เสียหายที่ 2 จึงกลับมาโดยมีคนยามพามาส่ง แต่ที่เนื้อตัวของผู้เสียหายที่ 2 เปียกน้ำและเปื้อนขี้โคลนและมีบาดแผล ผู้เสียหายที่ 2 เล่าเหตุการณ์ที่ถูกจำเลยกระทำให้ฟัง พยานจึงพาผู้เสียหายที่ 2 ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ สำหรับเหตุการณ์ต่อจากนั้นโจทก์ก็มีพันตำรวจโทเกียรติศักดิ์ บุญพูล พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเสนามาเบิกความสนับสนุนว่า วันที่ 19 สิงหาคม 2542 เวลา 1.45 นาฬิกา ขณะที่พยานปฏิบัติหน้าที่เป็นร้อยเวรสอบสวนอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเสนา

ได้มีพลเมืองดีพาผู้เสียหายที่ 2 ในสภาพเสื้อผ้าเปียก มีโคลนดิน และเศษหญ้าติดตามร่างกายและเสื้อผ้ามาพบพยาน พยานสอบถามผู้เสียหายที่ 2 ว่าเรื่องอะไร ผู้เสียหายที่ 2 ได้เล่าเหตุการณ์ที่ถูกจำเลยกระทำให้พยานฟัง พยานจึงรับแจ้งความไว้ ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย จ.4 หลังจากนั้นพยานได้ให้ผู้เสียหายที่ 2 พาไปดูสถานที่เกิดเหตุ ทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุและแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุไว้ตามเอกสารหมาย จ.3 และ ป.จ.1 ต่อมาพันตำรวจโทเกียรติศักดิ์ พนักงานสอบสวนทราบจากทางร้านดวงดาวนวดแผนโบราณว่าคนร้ายผู้กระทำความผิดคดีนี้คือจำเลย จึงนัดผู้เสียหายที่ 2 ไปดูตัวจำเลยในวันที่ 5 กันยายน 2542 ผู้เสียหายที่ 2 ก็ชี้ตัวยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้าย

พนักงานสอบสวนจึงได้สอบปากคำผู้เสียหายที่ 2 ไว้ตามเอกสารหมาย จ.5 ดังนี้ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.5 ของผู้เสียหายที่ 2 มิใช่เพียงแต่มีลำดับขั้นตอนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสมเหตุสมผลเท่านั้น หากแต่จำเลยเองก็เบิกความยอมรับถึงการพาผู้เสียหายที่ 2 ออกไปรับประทานอาหารที่ร้านเหมือนฝันเจือสมดังคำให้การของผู้เสียหายที่ 2 ดังกล่าวข้างต้นด้วย เพียงแต่จำเลยบ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริงว่า ระหว่างทางที่พาผู้เสียหายที่ 2 กลับไปส่งที่ร้านดวงดาวนวดแผนโบราณ จำเลยจอดรถเพื่อปัสสาวะข้างทาง ครั้นเสร็จกิจเดินกลับมาที่รถผู้เสียหายที่ 2 ยืนอยู่ข้างรถปฏิเสธไม่ให้จำเลยไปส่งบอกว่ากลับเองได้ จากนั้นผู้เสียหายที่ 2 ก็วิ่งหนีไป

จำเลยวิ่งตามหาไม่พบ โดยไม่ปรากฏเหตุผลอะไรที่ผู้เสียหายที่ 2 จะต้องปฏิเสธไม่ยอมให้จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปส่งและต้องวิ่งหนีไปเช่นนั้น ทางนำสืบของจำเลยจึงขัดต่อเหตุผลไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ แต่กลับเจือสมพยานหลักฐานโจทก์ให้เชื่อถือได้มากขึ้นว่าเป็นเพราะจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกนอกเส้นทางกลับบ้านไปทางที่เปลี่ยวและลงมือกอดปล้ำกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 เกรงว่าจะถูกข่มขืนกระทำชำเราจึงตัดสินใจวิ่งหนีลงน้ำ ค่อย ๆ คลานข้ามคลองแล้วเดินลัดท้องนากลับบ้าน และข้อเท็จจริงตามคำให้การของผู้เสียหายที่ 2 ที่ให้การว่าต้องหนีภัยคลานข้ามคลองเดินลัดท้องนากลับบ้านนั้นก็สอดคล้องกับสภาพของเนื้อตัวและร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ที่ผู้เสียหายที่ 2 และพันตำรวจโทเกียรติศักดิ์พยานพฤติเหตุแวดล้อมภายหลังเกิดเหตุที่เบิกความตรงกันว่า

ขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 กลับมาถึงบ้าน และผู้เสียหายที่ 1 พาไปแจ้งความต่อพันตำรวจโทเกียรติศักดิ์นั้น ผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในสภาพเสื้อผ้าเปียก มีโคลนดิน และเศษหญ้าติดตามร่างกายและเสื้อผ้าด้วย พยานหลักฐานโจทก์จึงมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างสมเหตุสมผล รับฟังเชื่อถือได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยได้พาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงและกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 จริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น อย่างไรก็ตามสำหรับข้อหาความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงนั้น โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1 ก. เพียงว่า จำเลยพรากและพาผู้เสียหายที่ 2 ผู้เยาว์อายุ 15 ปีเศษ ซึ่งเป็นบุคคลอายุว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี

ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา โดยใช้อุบายหลอกลวงเท่านั้น คำฟ้องโจทก์หาได้บรรยายให้ปรากฏไม่ว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจาร คำฟ้องข้อ 1 ก. ของโจทก์จึงบรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก แม้คำขอท้ายฟ้องโจทก์จะระบุอ้างขอให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวมาด้วย และทางพิจารณาจะฟังได้ว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจารด้วยก็ตาม แต่ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 284 วรรคแรก ดังกล่าวได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นกล่าวแก้ในคำแก้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 จำคุก 3 เดือน จำเลยไม่เคยต้องรับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้มีโอกาสได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีภายหลังพ้นโทษแล้ว จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธานิศ เกศวพิทักษ์ · วิชัย วิวิตเสวี · พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้