Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8014/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บิดาโจทก์ทั้งห้าอุทิศที่ดินพิพาทให้ขุดเป็นสระน้ำประจำหมู่บ้านเพื่อให้ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) โดยไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ เพียงแต่แสดงเจตนาอุทิศให้ก็ใช้ได้ แม้ต่อมาสระน้ำจะตื้นเขินจนไม่ได้ใช้ประโยชน์และมีการถมสระน้ำปลูกสร้างร้านค้าชนบทกับทำสนามเด็กเล่นที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ตามเดิม โดยหาได้เปลี่ยนสภาพไปเป็นอย่างอื่นไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีก ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทออกไป พร้อมส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ทั้งห้าในสภาพเรียบร้อย

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ที่ 1 ถึงแก่กรรม นายมัดยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ทั้งห้าในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งสี่และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 234 หมู่ที่ 10 ตำบลสวาย อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งนายโลนหรือล้วน บิดาของโจทก์ทั้งห้าเป็นผู้แจ้งการครอบครองไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 เดิมที่ดินพิพาทเป็นสระน้ำ ต่อมามีการถมสระน้ำปลูกสร้างร้านค้าของสหกรณ์หมู่บ้านขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า นายโลนบิดาโจทก์ทั้งห้าได้อุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยทั้งสี่นำสืบโดยมีจำเลยที่ 1 เบิกความยืนยันว่า เมื่อปี 2518 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขอที่ดินพิพาทจากนายโลนขุดสระน้ำสาธารณะเพื่อใช้ในหมู่บ้าน นายโลนตกลงยกให้ด้วยวาจา จึงมีการขุดสระน้ำขึ้นโดยนายบิน กำนันตำบลสวายในขณะนั้นซึ่งมีอาชีพรับเหมาก่อสร้างได้นำรถแทรกเตอร์มาขุดสระและทำขอบสระน้ำมีชาวบ้านมาช่วยแล้วแบ่งขอบสระน้ำให้ชาวบ้านปลูกผักได้เพียง 3 ปี เพราะสระน้ำตื้นเขิน กระทั่งวันที่ 3 มีนาคม 2540 กรรมการหมู่บ้านจึงประชุมกันแล้วลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ถมสระน้ำดังกล่าวมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้ทำบันทึกรายงานการประชุมเอกสารหมาย

ล.1 เห็นว่า จำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนได้เสียในที่ดินพิพาท แต่เข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทเพราะเป็นผู้หาที่ดินสร้างแหล่งน้ำให้ชาวบ้านได้ใช้ ซึ่งโจทก์ทั้งห้ารับว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นสระน้ำขุดขึ้นเมื่อประมาณปี 2518-2519 ขณะบิดาของโจทก์ทั้งห้ายังมีชีวิตอยู่ เมื่อพิจารณาตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.9 ที่ดินตาม ส.ค. 1 ของนายโลน มีเนื้อที่ทั้งหมดเพียง 3 ไร่ 3 งาน 89 ตารางวา แต่สระน้ำที่ขุดรวมถึงขอบสระน้ำมีเนื้อที่ 3 งาน 67 ตารางวา หรือประมาณ 1 ใน 4 ของที่ดิน เป็นสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ติดถนนสาธารณประโยชน์ไม่น่าเชื่อว่านายโลนจะขุดขึ้นใช้ประโยชน์ส่วนตัวเพียงเพื่อปลูกผักอย่างเดียวแม้โจทก์ทั้งห้ามีนายบินผู้ขุดสระน้ำมาเบิกความอ้างว่ารับจ้างนายโลนขุดในราคา 8,000 บาท

ก็ไม่สมเหตุผล เพราะค่าจ้างจำนวนดังกล่าวในสมัยนั้นนับว่าสูงมากเกินความจำเป็นที่จะต้องจ่าย ทั้งไม่ปรากฏว่านายโลนและโจทก์ทั้งห้าจะได้ขุดลอกสระน้ำเพื่อใช้ประโยชน์แต่อย่างใดโดยปล่อยให้ตื้นเขินผิดวิสัยของผู้เป็นเจ้าของที่จะต้องรักษาดูแลตลอดเวลา คำเบิกความของจำเลยที่ 1 จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าคำเบิกความของนายบิน ประกอบกับนายถัง พยานโจทก์เบิกความรับว่า เมื่อปี 2519 หมู่บ้านได้รับเงินผันจากทางราชการรูปคดีจึงน่าเชื่อถือว่า อาจมีการนำเงินดังกล่าวมาสนับสนุนการขุดสระน้ำในที่ดินพิพาทก็เป็นได้ ประกอบกับมีการประชุมคณะกรรมการหมู่บ้านขึ้น เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2540 ตามเอกสารหมาย ล.1 โดยนายพนัด ผู้ใหญ่บ้านประธานในที่ประชุมแจ้งเรื่องการขอมติถมสระน้ำสาธารณะประโยชน์เพื่อสร้างอาคารร้านค้าระบุชัดว่า

นายโลนได้ยกที่ดินพิพาทให้ขุดเป็นสระน้ำตั้งแต่ปี 2519 แต่ภายหลังสระน้ำเกิดตื้นเขินเพราะไม่มีการขุดลอกทำให้ใช้ประโยชน์ไม่ได้ คณะกรรมการจึงเห็นควรถมสระน้ำเพื่อสร้างอาคารร้านค้าชนบท สร้างสนามกีฬาและสนามเด็กเล่น ปรากฏว่าสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม 58 คน ในจำนวนสมาชิกทั้งหมด 60 คน ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ถมสระน้ำดังกล่าว โจทก์ที่ 5 ซึ่งเป็นสมาชิกและเข้าร่วมได้ลงลายมือชื่อไว้ลำดับที่ 24 ตามเอกสารหมาย ล.2 เท่ากับโจทก์ที่ 5 ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว และแม้จำเลยทั้งสี่จะมิได้นำเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 มาถามค้านโจทก์ที่ 5 หรือมิได้นำผู้ลงลายมือชื่อคนอื่นมาเบิกความรับรองว่ามีการประชุมจริงก็ไม่ทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่เสียไป

เพราะโจทก์ทั้งห้ามิได้ปฏิเสธความถูกต้องของเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 โจทก์ที่ 5 เพียงเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า จำไม่ได้ว่าเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2540 นายพนัด ผู้ใหญ่บ้านจะเรียกประชุมชาวบ้านเกี่ยวกับสระน้ำสาธารณะที่ตื้นเขินแล้วลงมติให้ถมสระน้ำ เพื่อสร้างอาคารร้านค้าและสนามเด็กเล่นเท่านั้น ส่วนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ดินของบิดาเพราะแต่งงานแยกไปอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ก่อนมีการขุดสระน้ำ ทั้งหากนายโลนมิได้ยกที่ดินพิพาทให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ก็ไม่มีเหตุใดที่จำเลยทั้งสี่จะต้องร่วมกับผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านนำดินมาถมสร้างเป็นร้านค้าและสนามเด็กเล่นเพื่อประโยชน์ของชาวบ้านในหมู่บ้าน และนายพนัดผู้ใหญ่บ้านคงไม่จำต้องทำหนังสือคัดค้านการรังวัดที่ดิน

ส.ค.1 ตามเอกสารหมาย จ.2 ของโจทก์ทั้งห้าต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์และนายอำเภอเมืองสุรินทร์ ตามเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 โดยนางพวงรัตน์ พยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านรับว่า ขณะมีการรังวัดที่ดิน ส.ค.1 ของนายโลนนั้น นายพนัดผู้ใหญ่บ้านได้นำชาวบ้านมาคัดค้านจริง ที่โจทก์ทั้งห้านำสืบว่านายโลนและโจทก์ที่ 5 ได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ในที่ดิน ส.ค. 1 ตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ทุกปี ก็ไม่ใช่หลักฐานที่แสดงว่าโจทก์ทั้งห้าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานโจทก์ทั้งห้า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อปี 2518 นายโลนหรือล้วน บิดาโจทก์ทั้งห้าอุทิศที่ดินพิพาทให้ขุดเป็นสระน้ำประจำหมู่บ้านเพื่อให้ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) โดยไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือเพียงแต่แสดงเจตนาอุทิศให้ก็ใช้ได้ และแม้ต่อมาสระน้ำดังกล่าวจะตื้นเขินจนชาวบ้านไม่ได้ใช้ประโยชน์ภายหลังจึงมีการถมสระน้ำปลูกสร้างร้านค้าชนบทซึ่งมีชาวบ้านเป็นสมาชิกและทำสนามเด็กเล่น ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ตามเดิม หาได้เปลี่ยนสภาพไปเป็นอย่างอื่นไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อัปษร หิรัญบูรณะ · ฐานันท์ วรรณโกวิท · ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้