Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 801/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยยืนยันว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของบิดามารดาของสามีจำเลย บุคคลดังกล่าวได้ยกให้แก่จำเลยและสามีจำเลยครอบครองและทำประโยชน์ตลอดมาโดยจำเลยไม่ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์คดีจึงไม่อาจมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องแย่งการครอบครองที่ดินพิพาท เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะที่ดินเป็นของผู้อื่น เมื่อจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่จำเลยครอบครองเองจึงไม่เป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่ง การครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสองหรือไม่ หรือโจทก์หมดสิทธิฟ้อง เอาคืนซึ่งที่ดินพิพาทหรือไม่ เพราะประเด็นนี้ขัดแย้งกับประเด็น ที่จำเลยได้ให้การและฟ้องแย้งไว้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของ จำเลยโดยได้รับการยกให้จากบิดามารดาของสามีจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเดิม การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 369ตำบลคลองกระบือ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชเดิมที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของนายคง ศรีรักษา บิดาโจทก์ขณะที่นายคงมีชีวิตอยู่ได้อนุญาตให้นายผัด ตั้งจิตต์ ปลูกบ้านอยู่อาศัยบริเวณทางด้านทิศใต้ซึ่งติดกับคลอง ต่อมาประมาณเดือนตุลาคม 2537 นายผัดถึงแก่ความตาย โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารซึ่งอาศัยในที่ดินโดยอาศัยสิทธิของนายผัดออกจากที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายรื้อถอนทรัพย์สินออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 369 ตำบลคลองกระบืออำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย

ห้ามจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 300 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายรื้อถอนทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนายผัด ตั้งจิตต์ สามีจำเลยโดยได้รับการยกให้จากบิดามารดาต่อมาประมาณปี 2502 นายผัดและจำเลยได้แบ่งขายที่ดินทางด้านทิศตะวันตกประมาณ 5 ไร่ ให้แก่นายคง ศรีรักษาปู่ ของโจทก์ ส่วนที่เหลืออีก 3 ไร่ นายผัดและจำเลยล้อมรั้วทั้งสี่ด้านโดยครอบครองทำประโยชน์โดยมีเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่โจทก์ทราบว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิครอบครอง ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินภายในกรอบเส้นสีแดงแรเงาสีน้ำเงินตามรูปแผนที่ท้ายคำให้การเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองดีกว่าโจทก์กับให้โจทก์นำต้นฉบับ น.ส.3 ก. เลขที่ 369 เลขที่ดิน 48หมู่ที่ 5 ตำบลคลองกระบือ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชไปจดทะเบียนโอนใส่ชื่อจำเลยและแบ่งแยกที่ดินเฉพาะส่วนที่จำเลยครอบครองให้แก่จำเลยต่อเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอปากพนังหากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาและหากไม่สามารถดำเนินการดังกล่าว ขอให้ศาลพิพากษาให้เพิกถอนที่ดิน น.ส.3 ก. ฉบับเลขที่ 369 ดังกล่าว เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินที่จำเลยครอบครองอยู่และห้ามโจทก์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)

เลขที่ 369 ตำบลคลองกระบืออำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นของโจทก์นายคง ศรีรักษา เจ้าของที่ดินเดิมได้อนุญาตให้นายผัดอาศัยอยู่ตลอดชีวิตของนายผัด หลังจากนายผัดถึงแก่ความตาย จำเลยซึ่งอาศัยสิทธิของนายผัดจึงไม่มีสิทธิใดอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไปขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายรื้อถอนทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 369 ตำบลคลองกระบือ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชและส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 300 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายรื้อถอนทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดิน ให้ยกฟ้องแย้งจำเลยจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่านายคง

ศรีรักษา ปู่ ของโจทก์มีชื่อเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 369ตำบลคลองกระบือ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชเนื้อที่ดิน 7 ไร่ 3 งาน 87 ตารางวา ตามสำเนา น.ส.3 ก.เอกสารหมาย จ.3 โดยนายคงซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาจากผู้ครอบครองเดิมขณะที่ซื้อนั้นที่ดินที่ซื้อยังไม่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ และในขณะที่นายคงซื้อที่ดินดังกล่าวได้มีนายผัด ตั้งจิตต์ สามีจำเลยและจำเลยอยู่ในที่ดินก่อนที่นายคงจะซื้อเมื่อนายคงซื้อแล้วจำเลยและสามีจำเลยคงอยู่ในที่ดินดังกล่าวตลอดมาโดยอยู่ในที่ดินพิพาททางด้านทิศตะวันออกของที่ดิน น.ส.3 ก. เอกสารหมาย จ.3 ตามกรอบสีแดงระบายด้วยเส้นสีเขียวตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย

จ.ล.1จำนวนเนื้อที่ดินประมาณ 3 ไร่ เมื่อนายคงถึงแก่ความตายนางจัด บัวนวล บุตรสาวนายคงเป็นผู้จัดการมรดกของนายคงได้โอนที่ดินตาม น.ส.3 ก. เอกสารหมาย จ.3 รวมทั้งที่ดินพิพาทเป็นของตนเองในฐานะเป็นทายาทของนายคง ต่อมาเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2535 นางจัดได้จดทะเบียนยกที่ดินดังกล่าวรวมทั้งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นหลาน ตามสำเนา น.ส.3 ก.เอกสารหมาย จ.3 เมื่อโจทก์ได้รับโอนที่ดินแล้ว โจทก์ได้ขุดดินเพื่อเพาะปลูกและขุดบ่อปลาในที่ดินพิพาทเป็นเหตุให้ต้นไม้ที่ปลูกในที่ดินพิพาทเสียหายจำเลยได้แจ้งความไว้ต่อนายเพี้ยนผู้ใหญ่บ้าน นายประสิทธิ์กำนันและเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอปากพนัง ต่อมาในปี 2537 สามีจำเลยถึงแก่ความตายจำเลยคงอยู่ในที่ดินพิพาทจนถึงปัจจุบันคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า

โจทก์หรือจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ในปัญหานี้เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าที่ดินตามหนังสือ น.ส.3 ก.เอกสารหมาย จ.3 รวมทั้งที่ดินพิพาทเป็นของนายคงที่ซื้อมาจากนายเหล็ก และนายคงได้ให้สามีจำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทจนกว่าสามีจำเลยจะถึงแก่ความตาย เมื่อโจทก์ได้รับที่ดินพิพาทมาได้ให้สามีจำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท ต่อมาจนกว่าสามีจำเลยจะถึงแก่ความตาย ส่วนพยานหลักฐานจำเลยคงมีแต่ตัวจำเลยเบิกความลอย ๆ เท่านั้น จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม น.ส.3 ก. เอกสารหมาย จ.3 ซึ่งนายคงซื้อมาจากนายเหล็กและนายคงได้ให้สามีจำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทจนกว่าสามีจำเลยจะถึงแก่ความตายเชื่อว่านายคงได้รับหนังสือ

น.ส.3 ก. แล้ว ต่อมานายคงถึงแก่ความตายที่ดินตาม น.ส.3 ก. พร้อมที่ดินพิพาทดังกล่าวได้ตกทอดแก่นางจัดและนางจัดได้ยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์โจทก์ได้ให้สามีจำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทโจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทปัญหาต่อไปมีว่า โจทก์หมดสิทธิฟ้องเอาคืนซึ่งที่ดินพิพาทหรือไม่ในปัญหานี้จำเลยฎีกากล่าวอ้างว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้จากพยานโจทก์จำเลยว่าเมื่อปี 2536 จำเลยได้แสดงอย่างชัดแจ้งต่อหน้าโจทก์ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลยเมื่อโจทก์ยืนยันว่าเป็นผู้มีสิทธิตาม น.ส.3 ก. ตามเอกสารหมาย จ.3ว่าเป็นของโจทก์พร้อมกับให้จำเลยทำสัญญาเช่า แต่จำเลยไม่ยอมทำสัญญาเช่าและไม่ออกจากที่ดินพิพาทจะเอาที่ดินพิพาททั้งหมด ซึ่งโจทก์ต้องฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกเอาที่ดินคืนภายในกำหนด 1 ปี แต่โจทก์ไม่ฟ้องภายในกำหนด

คดีโจทก์จึงขาดอายุความเห็นว่า จำเลยได้ให้การและฟ้องแย้งว่า เดิมที่ดิน น.ส.3 ก.เลขที่ 369 เป็นที่ดินมือเปล่า บิดามารดานายผัด ตั้งจิตต์สามีจำเลยเป็นเจ้าของครอบครองทำประโยชน์ เมื่อประมาณ 50 ปีมาแล้ว บิดามารดาของสามีจำเลยได้ยกที่ดินดังกล่าวทั้งแปลงให้แก่สามีจำเลยและจำเลย ปี 2502 จำเลยและสามีจำเลยได้แบ่งขายที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ให้แก่นายคง ศรีรักษาปู่ ของโจทก์ที่ดินส่วนที่เหลือจำเลยและสามีจำเลยได้ทำรั้วล้อมรอบไว้ทั้งสี่ด้านซึ่งเป็นที่ดินพิพาทจำเลยและสามีจำเลยได้ทำประโยชน์เจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา การที่นายคงแจ้งการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นของนายคงให้เจ้าพนักงานที่ดินออกหลักฐานหนังสือ น.ส.3 ก.

เลขที่ 369 ให้แก่นายคงจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายคดีโจทก์ขาดอายุความโดยฟ้องคดีเกินกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทราบว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิและแย่งการครอบครองเมื่อประมาณ 2-3 ปีมาแล้วนั้น คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยล้วนแต่กล่าวอ้างยืนยันว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของบิดามารดาของสามีจำเลยบิดามารดาของสามีจำเลยได้ยกให้แก่จำเลยและสามีจำเลยครอบครอบและทำประโยชน์ตลอดมา โดยจำเลยไม่ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายคงหรือของโจทก์เพราะจำเลยกล่าวอ้างว่านายคงได้รับหนังสือ น.ส.3 ก. ในส่วนที่ดินพิพาทโดยมิชอบตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย จึงไม่อาจมีปัญหาเรื่องแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทที่จำเลยล้อมรั้วไว้ได้ เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะที่ดินเป็นของผู้อื่นเมื่อจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่จำเลยครอบครองเองจึงไม่เป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์

คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปีนับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1375 วรรคสอง หรือไม่ หรือโจทก์หมดสิทธิฟ้องเอาคืนซึ่งที่ดินพิพาทหรือไม่ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นนี้ไว้เพราะประเด็นนี้จะขัดแย้งกับประเด็นที่จำเลยได้ให้การและฟ้องแย้งไว้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยได้รับการยกให้จากบิดามารดาของสามีจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเดิม การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชวลิต ธรรมฤาชุ · ทวีชัย เจริญบัณฑิต · เดิมพัน จรรยามั่น
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้