Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 801/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีนี้กับคดีก่อนมีประเด็นอย่างเดียวกันคือจำเลยได้ร่วมกันผลิตและขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งม่ายเหล็กบังตาอันเป็นการทำเทียมหรือเลียนแบบละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์หรือไม่แม้คดีนี้โจทก์จะมีคำขอเพิ่มเติมโดยเรียกค่าเสียหายมาด้วยแต่มูลคดีที่โจทก์ฟ้องก็เป็นเรื่องเดียวกันจำเลยผลิตและขายม่านเหล็กบังตาอันเป็นการประกอบธุรกิจในทางการค้าของจำเลยอยู่ก่อนเกิดเหตุและตลอดมาการที่จำเลยต้องหยุดการผลิตเพราะถูกโจทก์แจ้งความกล่าวหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดทางอาญาและเจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดเอาเครื่องจักรไปหลังจากนั้นเมื่อเจ้าพนักบานตำรวจเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดและคืนเครื่องจักรที่ยึดจำเลยก็ใช้เครื่องจักรผลิตม่านเหล็กบังตาปกติต่อมาดังนี้ต้องถือว่าการกระทำของจำเลยมีลักษณะเป็นการกระทำต่อเนื่องกันจะถือว่าขาดตอนแล้วและเริ่มการกระทำใหม่หาได้ไม่จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา173วรรคสอง(1)เมื่อฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนก็ย่อมมีผลถึงโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ให้ใช้สิทธิบัตรในการผลิตสินค้าด้วย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรการประดิษฐ์ม่านเหล็กบังตาชนิดติดกับประตูเหล็กแบบยึดและพับได้ เลขที่ 261 ออกโดยกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2528 มีข้อถือสิทธิ คือ แบบม้วนของใบม่านเหล็กบังตาตามความยาวด้านข้างทั้งสองข้างเป็นรูปก้นหอยซึ่งมีทิศทางการม้วนที่ต่างกัน และขอบด้านหนึ่งจะหักเป็นมุม แผ่นใบม่านนี้จะสอดสวมเข้าด้วยกันในลักษณะสามารถยึดออกและพับได้ จำเลยที่ 1 และที่ 5 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 6 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 5 เมื่อระหว่างวันที่10 กรกฎาคม 2528 ถึงวันฟ้อง จำเลยทั้งหดได้ร่วมกันผลิตผลิตภัณฑ์ม่านเหล็กบังตาหรือใช้กรรมวิธีหรือใช้แบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรของโจทก์ และร่วมกันขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตหรือใช้กรรมวิธีหรือใช้แบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรของโจทก์

อันเป็นการลอกหรือเลียนแบบการประดิษฐ์ของโจทก์เป็นการละเมิดขอถือสิทธิตามสิทธิบัตรของโจทก์ทำให้โจทก์เสียหายเดือนละไม่น้อยกว่า300,000 บาท เพราะจำหน่ายน้อยลง ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าเสียหายนับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อีกเดือนละ 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งหกจะยุติการผลิตผลิตภัณฑ์ม่านเหล็กบังตาหรือใช้กรรมวิธีหรือใช้แบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรของโจทก์ รวมทั้งให้หยุดขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งผลิตภัณฑ์ม่านเหล็กบังตาตามข้อถือสิทธิแห่งสิทธิบัตรของโจทก์จำเลยทั้งหกให้การว่า

ฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 2ที่ 2 และที่ 6 เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 13943/2528 ของศาลแพ่ง ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นห้างหุ้นส่วนจำกัดเลี่ยงเซ้งโลหะกิจซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ให้ใช้สิทธิบัตรของโจทก์ผลิตสินค้ายื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) พิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังยุติได้ว่า คดีนี้เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2529 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 6เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 5 เมื่อระหว่างวันที่10 กรกฎาคม 2528 ถึงวันฟ้อง จำเลยทั้งหกได้ร่วมกันผลิตม่านเหล็กบังตาหรือใช้กรรมวิธีหรือใช้แบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรของโจทก์เลขที่ 261 และร่วมกันขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งม่านเหล็กบังตาที่ผลิตหรือใช้กรรมวิธีหรือใช้แบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิของโจทก์ดังกล่าวอันเป็นการลอกหรือเลียนแบบการประดิษฐ์ของโจทก์ทำให้โจทก์เสียหายขอเรียกค่าเสียหาย 1,000,000 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ300,000 บาท

นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งหกจะยุติการทำละเมิดต่อโจทก์ รวมทั้งให้หยุดขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งม่านเหล็กบังตาตามข้อถือสิทธิแห่งสิทธิบัตรของโจทก์ ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2528 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6ตามคดีหลายเลขดำที่ 13943/2528 ของศาลแพ่ง ว่าจำเลยที่ 1และที่ 5 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 6 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 5 จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันผลิต ขาย และมีไว้เพื่อขายซึ่งม่านเหล็กบังตาอันเป็นการทำเทียมและเลียนแบบตามสิทธิบัตรของโจทก์ เลขที่ 261 ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยยุติการผลิตและขายแล้ว แต่จำเลยทั้งสี่ยังคงร่วมกันผลิต

ขายและมีไว้เพื่อขายซึ่งม่านเหล็กบังตาดังกล่าวอยู่ ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสี่ทำเทียมหรือเลียนแบบผลิตภัณฑ์หรือใช้กรรมวิธีหรือใช้แบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรของโจทก์ รวมทั้งห้ามจำเลยทั้งสี่ขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งม่านเหล็กบังตาตามสิทธิแห่งสิทธิบัตรของโจทก์โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีหมายเลขดำที่ 13943/2528 ของศาลแพ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีมีปัญหาข้อแรกตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 173 วรรคสอง(1) หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกว่ากระทำละเมิดเมื่อระหว่างวันที่ 10 กรกฎาคม2528 เป็นต้นมา อันเป็นการกระทำคนละตอนกับการกระทำละเมิดในคดีหมายเลขดำที่ 13943/2528 ของศาลแพ่ง ซึ่งยุติขาดตอนแล้วในวันที่ 11 มิถุนายน 2528 ที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยและจำเลยหยุดผลิตสินค้าละเมิดต่อโจทก์

จำเลยจะหยุดการผลิตโดยเต็มใจหรือไม่ โจทก์จะมีส่วนร่วมที่ทำให้จำเลยหยุดการผลิตหรือไม่ ก็ถือว่าขาดตอนแล้ว ต่อมาการที่จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ขึ้นใหม่ โจทก์ย่อมฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ ไม่เป็นฟ้องซ้อนเห็นว่า คดีนี้กับคดีหมายเลขดำที่ 13943/2528 ของศาลแพ่ง มีประเด็นอย่างเดียวกันคือ จำเลยได้ร่วมกันผลิตและขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งม่านเหล็กบังตาอันเป็นการทำเทียมหรือเลียนแบบละเมิดสิทธิบัตรเลขที่ 261 ของโจทก์หรือไม่ แม้คดีนี้โจทก์จะมีคำขอเพิ่มเติมโดยเรียกค่าเสียหายมาด้วย แต่มูลคดีที่โจทก์ฟ้องก็เป็นเรื่องเดียวกัน มีประเด็นเกี่ยวข้องกันโดยตรง จำเลยผลิตและขายม่ายเหล็กบังตาอันเป็นการประกอบธุรกิจในทางการค้าของจำเลยอยู่ก่อนเกิดเหตุและตลอดมา

การที่จำเลยต้องหยุดการผลิตเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2528 เพราะถูกโจทก์แจ้งความกล่าวหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดทางอาญา และเจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดเอาเครื่องจักรไป หลังจากนั้นเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดและคืนเครื่องจักรที่ยึดจำเลยก็ใช้เครื่องจักรผลิตม่านเหล็กบังตาตามปกติต่อมาตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2528 ดังนี้ ต้องถือว่าการกระทำของจำเลยมีลักษณะเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน จะถือว่าขาดตอนแล้วและเริ่มการกระทำใหม่ตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมหาได้ไม่ที่โจทก์และโจทก์ร่วมยกตัวอย่างเปรียบเทียบมาในฎีกานั้น เห็นว่าการวินิจฉัยคดีย่อมต้องแล้วแต่ข้อเท็จจริงในแต่ละคดีเป็นเรื่อง ๆ ไปจะนำข้อเท็จจริงเรื่องหนึ่งมาเปรียบเทียบกับอีกเรื่องหนึ่งไม่ได้เพราะข้อเท็จจริงต่างกัน โดยเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาฟ้องโจทก์คดีนี้สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 13943/2528 ของศาลแพ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1)

เมื่อฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนก็ย่อมมีผลถึงโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ให้ใช้สิทธิบัตรในการผลิตสินค้าด้วยสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้น แม้โจทก์จะมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 3และที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 เข้ามาในคดีหมายเลขดำที่ 13943/2528 ของศาลแพ่งด้วยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องเพิ่งจะมาฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในคดีนี้ก็ไม่เป็นฟ้องซ้อน เพราะกรณีจะเป็นฟ้องซ้อน นอกจากคดีจะต้องมีประเด็นอย่างเดียวกันแล้วจำเลยยังจะต้องเป็นจำเลยที่ถูกฟ้องในคดีก่อนด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วนเมื่อฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 6เป็นฟ้องซ้อนดังได้วินิจฉัยมา คดีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ต่อไปส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้น

เมื่อฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3และที่ 4 ไม่เป็นฟ้องซ้อน และโจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 3และที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และจำเลยอื่นกระทำละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์แม้โจทก์จะมิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำในฐานะส่วนตัวแต่อย่างใด ก็หาใช่ว่าจะไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นไม่ เพราะหากรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ คดีจึงมีปัญหาข้อต่อไปตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่และโจทก์เสียหายเพียงใด แต่เห็นว่าปัญหาหรือประเด็นดังกล่าวศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัย จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและพิพากษาตามลำดับชั้นศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) ประกอบด้วยมาตรา 247"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและพิพากษาในประเด็นข้อ 3 และ ข้อ 4 ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ต่อไป

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมิทธิ์ วราอุบล · สมาน เวทวินิจ · บรรเทิง มุลพรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้