Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7994/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 กับพวกใช้กำลังประทุษร้ายโดยล็อกคอผู้เสียหายทั้งสองให้เข้าไปนั่งในรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เป็นคนขับ แล้วจำเลยที่ 1 พูดบังคับ ขู่เข็ญให้ผู้เสียหายทั้งสองมอบเงินให้จำเลยที่ 1 กับพวกคนละ 1,000 บาท หากไม่ให้จะอยู่ในอำเภอหาดใหญ่ไม่ได้ ผู้เสียหายทั้งสองเกรงกลัวจึงยอม ตามที่จำเลยที่ 1 ขู่บังคับ และได้มอบเงิน 500 บาท ให้จำเลยที่ 3 ไป วันเดียวกัน ผู้เสียหายที่ 1 โทรศัพท์นัดหมายให้จำเลยที่ 1 มารับเงิน ส่วนที่เหลืออีก 1,500 บาท เมื่อจำเลยที่ 1 มารับเงินจึงถูกเจ้าพนักงาน ตำรวจจับกุมได้ แล้วจำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ในวันเดียวกัน แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไม่ได้มารับเงิน ส่วนที่เหลือจากผู้เสียหายทั้งสองด้วยก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์แสดง ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันวางแผนและกระทำความผิด ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการเรียกร้องเงินจากผู้เสียหายทั้งสองตั้งแต่ต้น ทั้งยังร่วมกับจำเลยที่ 1 นำเงิน 500 บาท ที่ผู้เสียหายมอบให้ในวันเกิดเหตุไปใช้ในการรับประทานอาหารกันการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกดังกล่าวครบองค์ประกอบความผิดโดยร่วมกันเป็นตัวการในการกระทำความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายทั้งสองให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายและกรรโชกผู้เสียหายทั้งสอง และการที่จำเลยทั้งสามกับพวกเอาตัวผู้เสียหายทั้งสองไปหน่วงเหนี่ยวไว้ในรถยนต์โดยเจตนาทำให้ผู้เสียหายทั้งสองปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นความผิดสำเร็จกรรมหนึ่งแล้ว เมื่อมีการขู่เรียกเอาเงินโดยเจตนากรรโชกเอาทรัพย์จนผู้เสียหายทั้งสองยินยอมให้เงินก็เป็นความผิดฐานกรรโชกอีกกรรมหนึ่งจึงเป็นความผิดสองกรรม ไม่ใช่กระทำกรรมเดียว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310, 337, 83, 91 ให้คืนเงิน 1,500 บาท และบัตรประชาชนของกลางแก่เจ้าของ ส่วนของกลางอื่นให้ริบจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ให้การ ถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก, 337 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานหน่วงเหนี่ยวทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย จำคุกคนละ 1 ปี ฐานกรรโชก จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี 8 เดือน คืนเงิน1,500 บาท และบัตรประจำตัวประชาชนของกลางแก่เจ้าของ ส่วนของกลางอื่นให้ริบจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่นายประภาศ หนูแสง ผู้เสียหายที่ 1 และนายสมเจษฐ์ สงเกิด ผู้เสียหายที่ 2 จอดรถจักรยานยนต์รอสัญญาไฟอยู่ที่ทางแยกถนนราษฎร์ยินดีตัดกับถนนเพชรเกษม จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 จ - 7601 กรุงเทพมหานคร โดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และพวกอีก 1 คนนั่งมาด้วยเข้ามาจอดข้างรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายทั้งสอง แล้วจำเลยที่ 2กับพวกอีก 1 คน นำตัวผู้เสียหายทั้งสองเข้าไปนั่งในรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับมา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องและเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่โดยที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า

การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาศาลฎีกามีคำสั่งว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่างทั้งสอง ก็ชอบที่จำเลยที่ 1 จะยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 จึงให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นตัวการร่วมกระทำผิดตามฟ้อง

ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์นำผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันได้ความว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ลงจากรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เป็นคนขับมาตรงเข้าไปล็อกคอผู้เสียหายที่ 2ส่วนพวกของจำเลยเข้าไปล็อกคอผู้เสียหายที่ 1 แล้ว บังคับให้ไปขึ้นรถยนต์ที่เบาะหลังโดยนั่งข้าง ๆ จำเลยที่ 3 ระหว่างที่นั่งอยู่ในรถ จำเลยที่1 พูดจาข่มขู่เรียกเงินจากผู้เสียหายทั้งสองคนละ 1,000 บาท แต่ผู้เสียหายทั้งสองมีเงินเพียง 500 บาท จำเลยที่ 1 ข่มขู่ว่าหากไม่หาเงินมาให้จะอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่ไม่ได้ และสั่งให้ผู้เสียหายทั้งสองนำเงินจำนวน 1,500 บาท ไปให้จำเลยที่ 1 ก่อนเวลา 13 นาฬิกา ผู้เสียหายทั้งสองกลัวจึงรับปากว่าจะหาเงินจำนวนดังกล่าวมาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 จดหมายเลขโทรศัพท์ให้ผู้เสียหายที่ 1 ไว้เพื่อติดต่อนัดหมายนำเงินจำนวนดังกล่าวมาให้จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ก็ขับรถยนต์นำผู้เสียหายทั้งสองไปส่งไว้ยังที่แห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่

ขณะที่ผู้เสียหายทั้งสองจะลงจากรถยนต์ จำเลยที่ 3 พูดว่า ให้เอาเงินจำนวน 500 บาท มาก่อนผู้เสียหายทั้งสองจึงมอบเงิน 500 บาท ให้จำเลยที่ 3 ไป เมื่อพิเคราะห์คำพยานโจทก์ตามพฤติการณ์แห่งคดีนี้แล้ว เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 กับพวกใช้กำลังประทุษร้ายโดยล็อกคอผู้เสียหายทั้งสองทั้ง ๆ ไม่มีอำนาจใด ๆ ให้กระทำได้ ให้เข้าไปนั่งในรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เป็นคนขับ แล้วจำเลยที่ 1 ขับรถออกไปพร้อมกับพูดบังคับขู่เข็ญให้ผู้เสียหายทั้งสองมอบเงินให้จำเลยที่ 1 กับพวกคนละ 1,000 บาท หากไม่ให้จะอยู่ในอำเภอหาดใหญ่ไม่ได้ ผู้เสียหายทั้งสองเกิดความเกรงกลัวจึงยอมตามที่จำเลยที่ 1 ขู่บังคับ และได้มอบเงินจำนวน 500 บาท ที่มีอยู่ให้จำเลยที่ 3 ไป และในวันเดียวกันนั้นผู้เสียหายทั้งสองได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ

เจ้าพนักงานตำรวจได้วางแผนจับกุมจำเลยทั้งสามกับพวก โดยให้ผู้เสียหายที่ 1 โทรศัพท์ตามหมายเลขโทรศัพท์ที่จำเลยที่ 1 มอบให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองนัดหมายให้จำเลยที่ 1 มารับเงินส่วนที่เหลืออีก 1,500 บาท จากผู้เสียหายทั้งสอง ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้มารับเงินจำนวนดังกล่าวจากผู้เสียหายทั้งสองจึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ แล้วจำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ในวันเดียวกัน แม้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไม่ได้มารับเงินส่วนที่เหลืออีก 1,500 บาท จากผู้เสียหายทั้งสองด้วยก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันวางแผนและกระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และพวกอีก 1 คน ในการเรียกร้องเงินจากผู้เสียหายทั้งสองตั้งแต่ต้น

ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และพวกนำเงินจำนวน 500 บาท ที่ผู้เสียหายมอบให้ในวันเกิดเหตุไปใช้ในการรับประทานอาหารกันข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่ฎีกามาว่า ผู้เสียหายทั้งสองสมัครใจให้เงินแก่พวกของจำเลยคือพลตำรวจธีรพงษ์เพื่อไม่ให้ถูกจับกุมไปดำเนินคดีฟังไม่ขึ้น ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกดังกล่าวครบองค์ประกอบความผิดโดยร่วมกันเป็นตัวการในการกระทำความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายทั้งสองให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายและกรรโชกผู้เสียหายทั้งสอง และการที่จำเลยทั้งสามกับพวก เอาตัวผู้เสียหายทั้งสองไปหน่วงเหนี่ยวไว้ในรถยนต์โดยเจตนาทำให้ผู้เสียหายทั้งสองปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นความผิดสำเร็จกรรมหนึ่งแล้ว

เมื่อมีการขู่เรียกเอาเงินโดยเจตนากรรโชกเอาทรัพย์จนผู้เสียหายทั้งสองยินยอมให้เงินก็เป็นความผิดฐานกรรโชกอีกกรรมหนึ่ง จึงเป็นความผิดสองกรรม ไม่ใช่การกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทดังฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ดลจรัส รัตนโศภิต · สมศักดิ์ วงศ์ยืน · ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้