Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 799/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ที่โจทก์ไม่ได้ตัวมาเบิกความในชั้นศาล อาจรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ จำเลยพาผู้เสียหาย 5 คนไปทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารและจำเลยบังคับให้ผู้เสียหายทั้ง 5 คน ร่วมประเวณีกับแขกที่มารับประทานอาหารเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ ถือได้ว่าจำเลยเจตนาจะให้เกิดผลต่างกรรมกัน จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก รวม 5 กระทง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน 2533 เวลากลางวันถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2533 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกอีก 1 คนซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้ร่วมกันเป็นธุระจัดหาล่อไปชักพาไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งนางสาวใกล้รุ่ง อายุ 22 ปี นางพรพรรณ อายุ 31 ปีนางอรพิน อายุ 24 ปี นางสาววรรณดี อายุ 28 ปี และนางสาวศิริพรรณ อายุ 34 ปี ให้ไปทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารที่ร้านอาหารจนผู้เสียหายทั้งห้าหลงเชื่อยอมไปกับจำเลยกับพวกดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยกับพวกได้ร่วมกันใช้กิริยาวาจาขู่เข็ญให้ผู้เสียหายทั้งห้ายอมค้าประเวณีกับชายที่มารับประทานอาหารโดยจำเลยกับพวกเป็นผู้รับเงินค้าประเวณีจากชายที่มาเที่ยวเป็นผลประโยชน์ตอบแทน นอกจากนี้จำเลยกับพวกยังได้ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งห้าไว้ในห้องใส่กุญแจ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งห้าปราศจากเสรีภาพในร่างกาย

ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 83, 282, 283, 310 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 8)พ.ศ. 2530 มาตรา 5จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 283 วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 10 ปี ข้อหาอื่นให้ยกฟ้องจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้เสียหายทั้งห้าทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ ร้านอาหารชายทุ่งของจำเลย ต่อมาเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2533 เจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่า ร้านอาหารชายทุ่งของจำเลยมีหญิงสาวถูกบังคับให้ค้าประเวณี พันตำรวจโทไชยรัตน์ ดอนพลอยเพชร สารวัตรสถานีตำรวจภูธรตำบลช้างใหญ่ จึงสั่งการให้ร้อยตำรวจเอกสวัสดิ์ นามพิบูลย์ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบผู้เสียหายทั้งห้าและจำเลย จึงนำตัวมาสถานีตำรวจจับกุมจำเลยและแจ้งข้อหาให้ทราบ มีปัญหาว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาหรือไม่ โจทก์มีนางพรพรรณและนางสาววรรณดี ผู้เสียหายเบิกความสอดคล้องต้องกันว่าถูกบังคับให้ค้าประเวณี คำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวตรงกับบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนซึ่งผู้เสียหายได้ให้การไว้ตามเอกสารหมาย

จ.2 และ จ.5 นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจโทไชยรัตน์ และร้อยตำรวจเอกสวัสดิ์เบิกความสนับสนุนว่า ผู้เสียหายทั้งห้าให้การว่า ถูกบังคับให้ค้าประเวณี แม้โจทก์จะไม่ได้ตัวผู้เสียหายอื่นมาเบิกความ แต่โจทก์ก็มีคำให้การชั้นสอบสวนของนางสาวใกล้รุ่งนางอรพิน นางสาวศิริพรรณ ผู้เสียหาย ตามเอกสารหมาย จ.1 จ.3และ จ.4 ซึ่งคำให้การดังกล่าวก็สอดคล้องกับคำเบิกความของนางพรพรรณและนางสาววรรณดี ผู้เสียหายทั้งสอง แม้คำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวจะเป็นเพียงพยานบอกเล่า แต่นางสาวใกล้รุ่ง นางอรพิน และนางสาวศิริพรรณก็ได้ให้การต่อพันตำรวจโทไชยรัตน์ในวันตรวจค้นและจับกุมจำเลยนั่นเอง ไม่น่าเชื่อว่าจะปรุงแต่งขึ้นโดยไม่มีมูลความจริงจึงรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ดังนั้นการที่โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายอื่นมาเบิกความหาเป็นเหตุพิรุธแต่อย่างใดไม่ ประกอบกับผู้เสียหายทุกคนเป็นหญิงมาจากต่างถิ่นจึงไม่น่าเชื่อว่าจะกล้าเบิกความและให้การปรักปรำจำเลยดังที่จำเลยฎีกา

ที่จำเลยฎีกาว่า นางพรพรรณและนางสาววรรณดีเบิกความขัดแย้งกันในเรื่องผู้ถูกทำร้ายร่างกาย หากถูกทำร้ายจริงก็ต้องเล่าให้แขกที่มาเที่ยวหาความสำราญฟังเพื่อขอความช่วยเหลือ และเจ้าพนักงานตำรวจทราบเรื่องหญิงสาวถูกบังคับให้ค้าประเวณีที่ร้านอาหารชายทุ่ง โดยพันตำรวจโทไชยรัตน์ทราบจากข่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ส่วนนางพรพรรณเบิกความว่า ได้เล่าให้เจ้าพนักงานตำรวจที่มารับประทานอาหารฟังและขอความช่วยเหลือแตกต่างกันนั้นศาลฎีกาเห็นว่า ผู้เสียหายต่างยืนยันว่า เมื่อมาทำงานได้ประมาณ3 วัน ก็ถูกจำเลยบังคับให้ร่วมประเวณีกับแขกที่มารับประทานอาหารโดยใช้สถานที่ห้องนอนของแต่ละคน หากไม่ยอมก็จะถูกตบตีทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจึงต้องจำยอม และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมารับประทานอาหารนางพรพรรณได้เล่าให้เจ้าพนักงานตำรวจฟังและขอความช่วยเหลือประกอบกับหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ลงข่าวว่าที่ร้านอาหารชายทุ่งมีหญิงสาวถูกบังคับให้ค้าประเวณี

พันตำรวจโทไชยรัตน์จึงสั่งการให้ร้อยตำรวจเอกสวัสดิ์ไปตรวจค้น ผู้เสียหายต่างให้การว่าถูกบังคับให้ร่วมประเวณีกับแขกที่มารับประทานอาหารและอยากกลับบ้านเจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมจำเลยแจ้งข้อหาให้ทราบ ดังนี้ ข้อแตกต่างและข้อขัดแย้งดังกล่าวหาใช่เป็นข้อสาระสำคัญจนไม่อาจรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์แต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ที่จำเลยอ้างว่าผู้เสียหายยังไม่เคยถูกทำร้ายร่างกายและสมัครใจยินยอมร่วมประเวณีกับแขกที่มารับประทานอาหาร จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าห้องพักหลังร้านอาหารจัดไว้เป็นสวัสดิการแก่พนักงานร้านของจำเลยมิได้เป็นห้องที่จำเลยจัดไว้เพื่อการค้าประเวณีนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อพิจารณาลักษณะร้านอาหารชายทุ่งตามเอกสารหมาย จ.7 และภาพถ่ายหมาย จ.11 จะเห็นได้ว่า บริเวณด้านหลังร้านแบ่งออกเป็นห้อง ๆผู้เสียหายแต่ละคนถูกจัดให้นอนคนละห้อง แม้จำเลยจะอ้างว่าจัดไว้เป็นสวัสดิการแก่พนักงานร้านของจำเลยก็ตาม แต่ก็ได้ความจากผู้เสียหายว่า นอกจากผู้เสียหายพักห้องพักดังกล่าวแล้ว ยังใช้ห้องนอนของแต่ละคนเป็นที่ร่วมประเวณีกับแขกที่มารับประทานอาหารด้วย จึงฟังได้ว่า จำเลยจัดห้องพักดังกล่าวไว้เพื่อจุดประสงค์ในการค้าประเวณีด้วยหาใช่เป็นห้องพักที่จัดไว้ให้พนักงานลูกจ้างของร้านพักอาศัยแต่อย่างเดียวดังฎีกาของจำเลยไม่

ที่จำเลยฎีกาว่า เหตุคดีนี้เกิดจากกรณีผู้เสียหายกู้เงินจากจำเลยจะไม่ชดใช้คืน และไม่พอใจที่จำเลยคิดดอกเบี้ยแพงจึงกล่าวหาจำเลยนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะมีหนังสือสัญญากู้ยืมเงินมาแสดงและมีสิบตำรวจตรีสุวิทย์ปัสสาวัส มาเบิกความยืนยันว่า ผู้เสียหายได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้ยืมต่อหน้าพยานก็ตาม แต่ปรากฏว่าจำเลยมิได้ถามค้านผู้เสียหายที่มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ให้ปรากฏเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินดังกล่าว จึงไม่ปรากฏเหตุผลและความจำเป็นที่ผู้เสียหายจะต้องกู้ยืมเงินจากจำเลย ประกอบกับหนังสือสัญญากู้ยืมเงินก็มีข้อพิรุธ นอกจากจะมีผู้ค้ำประกันเป็นคนคนเดียวกันทั้งห้าฉบับแล้วไม่ปรากฏว่าผู้ค้ำประกันมีความสัมพันธ์กับผู้เสียหายและจำเลยอันจะทำให้เชื่อว่า

ได้มีการกู้ยืมเงินและมีการค้ำประกันกันจริงที่จำเลยอ้างว่า จำเลยคิดดอกเบี้ยแพงก็ปรากฏตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินแต่เพียงว่า คิดดอกเบี้ยชั่งละหนึ่งบาทต่อเดือนเท่านั้นและที่สิบตำรวจตรีสุวิทย์เบิกความว่า ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน12,000 บาท แต่ผู้เสียหายรับเงินไปเพียง 6,000 บาท ก็ไม่มีพยานสนับสนุนข้อนำสืบของจำเลยในส่วนนี้จึงเลื่อนลอยฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายกล่าวหาจำเลยจากสาเหตุการกู้ยืมเงิน ดังที่จำเลยนำสืบพยานหลักฐานจำเลยมีเหตุผลและน้ำหนักน้อยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ คดีฟังได้ว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งห้า โดยอ้างว่าจะพาไปทำงานที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่ต่อมากลับบังคับให้ผู้เสียหายทั้งห้าทำการค้าประเวณี

ดังนั้น การที่จำเลยพาผู้เสียหายทั้งห้าไปในครั้งเดียวกัน ก็เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ ถือได้ว่าจำเลยเจตนาจะให้เกิดผลต่างกรรมกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก ลงโทษเป็นกรรมเดียวนั้น ไม่ถูกต้อง แม้ฝ่ายโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาชอบที่จะแก้ไขให้ถูกต้องโดยลงโทษเท่าเดิมได้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 283 วรรคแรก 5 กระทง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จรัญ หัตถกรรม · นาม ยิ้มแย้ม · สุวรรณ ตระการพันธุ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 444/2563

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยรวมทุกกระทงแล้วจำคุก 28 ปี 56 เดือน ตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) แต่เมื่อโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1375/2563

จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องฐานประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนตามกฎหมาย ส่วนกฎกระทรวง เรื่อง กำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ.2559 ออกโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12128/2556

การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง จำคุก 6 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3512/2552

คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่ยืนยันว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรามีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ เพราะเมื่อแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวบรรยายฟ้องไว้ ย่อมแสดงว่าคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ต่อศาลในชั้นพิจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 310/2546

การที่จำเลยที่ 1 ลักเอาบัตร เอ.ที.เอ็ม. ของธนาคาร ก. ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีว่าไม่สามารถเบิกถอนเงินจากบัญชีผู้เสียหายในครั้งเดียวได้หมดเพราะมีข้อจำกัดของธนาคารเ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้